แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

สมุนไพรเลี่ยน
ชื่อพื้นบ้านอื่น เหี้ยน เฮี่ยน (ภาคเหนือ) เคี่ยน เลี่ยน เลีี่ยนใบใหญ่ (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Melia azedarach L.
ชื่อพ้อง Melia dubia Cav.. Melia toosendan Siebola & Zucc..
ชื่อตระกูล  MELIACEAE
ชื่อสามัญ Bead tree, Bastard cedar , Perisian lilac , White cedar.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ต้น (T/ST) ขนาดกึ่งกลาง สูง 10-20 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปกรวยหรือทรงกระบอก ค่อนข้างโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง โตเร็ว เจริญเติบโตเจริญในดินที่ร่วนซุย แดดจัด
ใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ปลายคี่ เรียงสลลับที่ปลายกิ่ง ศูนย์กลางใบประกอบยาว 30-60 ซม. ใบย่อยหลายชิ้น รูปรีแกมรูปขอบขนาน เรียงตรงข้าม กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 3-6 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลมหรือสอบและก็มักเบี้ยว ขอบใบจะฟันเลื่อยห่างๆ
สมุนไพร ดอก มีดอกเป็นช่อที่ซอกบริเวณปลายกิ่ง กลีบ 5-6 กลีบ สีชมพูหรือขาวอมม่วงอ่อนๆเส้นผ่านศูนย์กลางดอกราวๆ 2 เซนติเมตร เกสรเพศผู้ 10 อัน สีม่วง อยู่ติดกันเป็นหลอด ดอกมีกลิ่นหอมหวน ออกดอก เดือนธันวาคม-มีนาคม
ผล รูปกลมหรือรี กว้างราวๆ 1 เซนติเมตร ยาว 2.5 ซม. เมื่อแก่เป็นสีเหลือง เม็ดต่อเมล็ด

นิเวศวิทยา
มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน จีน ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียและประเทศออสเตรเลีย เจอตามชายป่าดิบแล้วก็ป่าเบญจพรรณทั่วภาคทุกภาคไทย
การปลูกและเพาะพันธุ์
เป็นไม่ที่ปลูกได้ไม่ยาก เติบโตได้ดีในดินปกติ เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักขำราก
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคุณ
อีกทั้งต้น รสขม แก้โรคผิวหนัง แก้โรคเรื้อน เป็นยาอายุวัฒนะ
เม็ด ให้น้ำมัน ใช้ทาแก้ปวดข้อ
ใบ ให้สีเขียวใช้ย้อมผ้า
วิธีการใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • แก้โรคผิวหนัง แก้โรคเรื้อน โดยใช้ต้นสด 10-20 กรัม หรือยาวประมาณ 1 ฝ่ามือ สับเป็นชิ้น ต้มในน้ำสะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำ วันละ 2-3 เวลา


4

สมุนไพรเสลดพังพอน
ชื่อท้องถิ่นอื่น  พิมเสนต้น  เสลดพังพอน  เสมหะพังพอนตัวผู้ (ภาคกลาง) เช็กเชเกี่ยม (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Barleria lupulina Lindl.
ชื่อวงศ์   ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Salet phangphon tuapuu.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (S) แตกกิ่งก้านสาขามากมายก่ายกองบริเวณลำต้น สูงราว 1 เมตร มีหนามสีน้ำตาลคู่ ตามข้อรวมทั้งโคนใบ กิ่งไม้มีสีน้ำตาลปนแดง
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ออกตรงกันข้ามเป็นคู่ๆลักษณะใบรูปยาว เรียวแคบ โคนและก็ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ ผิวใบสะอาด พื้นใบมีสีเขียวเข้มและก็มัน ก้านใบสั้น ก้านใบตลอดจนเส้นกึ่งกลางใบมีสีแดง ที่โคนกว้างมีหนามแหลม 1 คู่ สีม่วง ชี้ลง
สมุนไพร ดอก ออกดอกเป็นช่อตามยอดหรือที่ปลายกิ่ง เมื่อดอกยังอ่อนนมีใบประดับห่อมิด เมื่อดอกบานจะโผล่เลยใบเสริมแต่งออกมาครึ่งเดียว ใบเสริมแต่งรูปกลมรี ช่วงท้ายมีสีน้ำตาลอมแดง กลีบรองกลีบสีเขียวมี 5 กลีบ กลีบดอกไม้สีเหลืองจำปา ตรงโคนเป็นหลอดตรงปลายแยกเป็น 5 กลีบผล เป็นฝัก ลักษณะรูปมนรี แบนและยาว โคนกว้าง ปลายแหลม ด้านในผลมีเม็ด 2-4 เม็ด

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่โล่งแจ้งที่ไม่ขึ้นทั่วไป มีแต่ว่าเฉพาะตามบ้านซึ่งปลูกเอาไว้ใช้
การปลูกและขยายพันธุ์                                    
เติบโตเจริญในดินที่ร่วนซุย มีความชื้น แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด หรือตัดลำต้นปักชำ โดยตัดเป็นท่อนๆยาวราว 1-2 คืบ ปักชำในแปลงที่จัดเตรียมไว้หรือปักชำในที่กระชุ่มกระชวยก่อน เมื่อออกรากดีแล้วก็เลยย้ายไปปลูกในแปลง
ส่วนที่ใช้ รส และสรรพคุณ
ใบ รสจืดเย็น โขลกกับสุราคั้นเอาน้ำดืื่ม เอากากพอกแก้พิษงู แก้ไฟลามทุ่ง แผลฟกช้ำดำเขียวจากาเกลื่อนกลาดระทบชน แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ดังเช่น ผึ้ง ตะขาบ เป็นต้นราก รสจืดเย็น ฝนกับสุราหรือสุราโรงทาแก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
การใช้และปริมาณที่ใช้

  • รักษาอาการปวดฝี ถอนพิษ ปวดอักเสบปวดร้อน โดยที่ใช้ใบสด 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 20 กรัม โขลกให้ถี่ถ้วนผสมกับสุราพอกรอบๆที่เป็นฝี หรือรอบๆที่เป็นวันละ 3 เวลา
  • รักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบสด 1 กำมือ โขลกให้รอบคอบคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือโขลกผสมสุราโรงน้อยด็ได้
ข้อควรจะทราบ
ในประเทศมาเลเซีย ใช้แก้ปวดฟันแล้วก็แก้งูกัด  รวมทั้งถือกันว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองปกป้องภัยจนกระทั่งอันตรายต่างๆได้ด้วย

5

สมุนไพรคำฝอย
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (จังหวัดลำปาง) คำ (ทั่วๆไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Carthamus tinctorius L.
ชื่อวงศ์  COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) แก่ราว 1 ปี สูงราว 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเนียน
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกปนขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 ซม. ยาวราวๆ 3-15 ซม. เส้นกิ่งก้านสาขาใบแลเห็นกระจ่างแจ้ง
ดอก เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเนียน กลีบตอนต้นเหลือง ปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวราว 5-8 ซม. มีสีขาวเหมือนงวง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน แล้วก็มีรยางค์ยาว 5 เซนติเมตร และก็มีเกล็ดด้วย

นิเวศวิทยา
มีบ้านเกิดเมืองนอนในทวีปเอเชีย สำหรับประเทศไทยได้นำมาปลูกในภาคเหนือ
การปลูกรวมทั้งเพาะพันธุ์
เจริญวัยเจริญในดินที่ร่วนซุย  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคคุณ
ดอก รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ หยุดประสาท บำรุงเลือด ขับเมนส์ รักษาอาการบวม แก้ไข้ข้างหลังคลอดลูก รักษาแผลพุพอง ระงับลักษณะของการปวดในสตรีที่มีรอบเดือนมาไม่ปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับคนที่เป็นอัมพาต ใช้ลดน้ำหนักรวมทั้งไขมันในเส้นเลือดเกสร  รสหวานร้อน บำรุงเลือดและก็น้ำเหลืองให้ธรรมดา แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] เม็ด รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ลดการอักเสบข้างหลังการคลอดลูก น้ำมันเมล็ดคำฝอย รักษาลักษณะของการปวดเมื่อยล้าในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาปก้อัมพาต  ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีของกินให้มีสีเหลืองส้มในของกินโดยสาร carthamin ในกลีบดอก และใช้ย้อมผ้าได้
การใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • ขับเมนส์ บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนที่จะกินอาหาร เช้าตรู่-เย็น เป็นประจำทุกวี่ทุกวัน
  • ลดไขมันในเลือด และแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว โดยใช้น้ำมันจากเม็ดใช้ปรุงเป็นอาหาร และทาแก้ปวดเมื่อย ไขข้ออักเสบ และก็อัมพาต เสมอๆ
ข้อควรจะรู้
น้ำมันที่่ใช้สำหรับการทำอาหารและก็ทานวด ต้องเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน
ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้ฉาบหนังไม้ให้เปียกน้ำ และใช้ผสมสีทาบ้านเรือน
สารสกัดจากดอกคำฝอยโดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและก็ยับยั้งเชื้อไวรัสได้

Tags : สมุนไพร

6

เจตมูลเพลิงขาว
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ปิดปิวขาว (ภาคเหนือ) ตั้งชู้อ้วย , ตอชุวา (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เจตมูลเพลิงขาว (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Plumbaga zeylanica L.
ชื่อสกุล  PLUMBAGINACEAE
ชื่อสามัญ White leadwort.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มขนาดเล็ก (US) สูงประมาณ 1-1.5 เมตร กิ่งอ่อนเป็นรองและก็เป็นเหลี่ยมสีเขียว แตกกิ่งก้านสาขารอบๆต้นมากมายก่ายกอง
ใบ เป็นใบลำพัง ออกตรงกันข้ามกัน ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปขอบขนานปนรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะคล้ายกับใบมะลิแต่จะใหญ่มากยิ่งกว่า
ดอก ออกดอกเป็นช่อที่ส่วนยอดของต้น ดอกมีสีขาว โคนหลอดจะเป็นหลอดเล็กๆแต่ว่าส่วนปลายจะบานเหมือนจานมีอยู่ 5 กลีบ กลีบดอกจะบางมากมาย กลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว แล้วก็มีขนปกคลุมอยู่ ซึ่งขนนี้จะมีต่อมเหนียวๆติดมือ
ผล เป็นผลแห้ง ลักษณะรูปรี ยาว กลม สีเขียวแล้วก็มีขนเหนียวรอบผล แตกออกได้
นิเวศวิทยา
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย และเขตร้อนทั่วๆไป กำเนิดตามขว้างสดงดิบแล้วก็ป่าเบญจพรรณธรรมดา เป็นไม้ที่ถูกใจอยู่ร่มรำไร
การปลูกรวมทั้งแพร่พันธุ์
เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีอากาศร้อนเปียกชื้น และสภาพดินปกติ  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด หรือการปักชำกิ่ง

ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมแล้วก็สรรพคคุณ   
สมุนไพร ราก รสร้อน ใช้เป็นยาขับระดู แก้ปวดข้อ ขับพยาธิ ใช้ทาแก้ขี้กลากโรคเกลื้อน ยับยั้งลักษณะของการปวดฟัน และแก้ท้องเดิน ขับลมในกระเพาะแล้วก็ไส้ ขับเลือดระดู แก้ริดสีดวงทวาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
ต้น  รสร้อน แก้เลือดอันเกิดแต่ว่ากองกำเดา
ใบ รสร้อน แก้อาการน้ำดีนอกฝัก หรือแก้อพัทธปิตตะสมุฏฐาน
ดอก รสร้อน แก้อาการน้ำดีนอกฝัก หรือแก้อพัทธปิตตะสมุฏฐาน
การใช้รวมทั้งปริมาณที่ใช้

  • ขับประจำเดือนหรืบขับโลหิตเมนส์ โดยใช้รากสด 5-10 กรัม หรือแห้งราว 3-5 กรัม ล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นต้มในน้ำสะอาด 500 ซีซี นานราวๆ 10 นาที แล้วกรองเอาน้ำ ดื่มวันละ 2 เวลา รุ่งเช้า-เย็น
ข้อควรจะทราบ
รากมีสาร plumbagin ลำต้นมีเช่นเดียวกัน แม้กระนั้นน้อยกว่าราก
ต้องการให้เป็นยาช่วยสำหรับการย่อยหรือเจริญอาหาร ให้นำผงของรากเจตมูลไฟแดงมาผสมกับลูกสมอพิเภก ผงดีปลี และก็เกลือ อย่างละเท่าๆกัน รับประทานทีละ 2.5 กรัม
สตรีที่มีครรภ์ห้ามกินรากของต้นนี้ เพราะว่ารากจะมีสารบางอย่างที่ทำให้แท้งบุตรได้

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ มดเเดง
« เมื่อ: 11-12-2017 , 19:00:58 »

มดแดง
มดแดงเป็นมดประเภทหนึ่ง มีสีแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oecophyllasmaragdina(Fabricius)
จัดอยู่ในตระกูล Formicidae
ชีววิทยาของมด
มดเป็นแมลงพวกหนึ่ง มีลักษณะที่สำคัญเป็น  บริเวณส่วนท้องคอดกิ่วขณะที่ตืดกับอกทางด้านหลังของส่วนท้องข้อที่ ๑  หรือในมดบางประเภทศูนย์รวมไปถึงบ้องที่  มดมีลักษณะเป็นโหนกสูงขึ้น โหนกนี้อาจโค้งมนหรือมีลักษณะเป็นแผนแบนก็ได้ ลักษณะโหนกนี้เป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มดแตกต่างไปจากกลุ่มแมลงที่มองคล้ายคลึงกัน  ยกตัวอย่างเช่น  พวกต่อรวมทั้งแตน หรือไม่เหมือนกันกับปลวกที่คนทั่วๆไปมักงงเต็กกัน โดยมองเห็นมดกับปลวกเช่นเดียวกันไปหมด เว้นแต่ไม่เหมือนมดตรงที่ไม่มีโหนกแล้วปลวกยังมีส่วนท้องไม่คอดกิ่วอีกดัวย ทั้งนี้เพราะบ้องแรกๆของส่วนท้องของปลวกนั้น มีขนาดโตเท่าๆกับส่วนนอก หรือโตกว่าส่วนนอก
มดอยู่รวมกันเป็นกรุ๊ปเดียวกับปลวก มีชีวิตแบบสังคม โดยการทำรังอยู่ดัวยกันรังหนึ่งๆเป็นร้อย เป็นพัน หรือ หลายหมื่น หลายแสนตัว ไม่มีชนิดใดอยู่โดดเดี่ยว ประกอบดัวยวรรณะ แต่ละวรรณะมีขนาด รูปร่าง ลักษณะ และก็เพศไม่เหมือนกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง มดตัวเมียเป็นแม่รัง เพศผู้เป็นบิดารัง และก็มดงานอันเป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันปฏิบัติหน้าที่สร้างรัง เลี้ยงรัง รวมทั้งเฝ้ารัง แต่ละวรรณะอาจมีรูปร่างลักษณะต่างกันออกไปอีก
อาทิเช่น มดงานซึ่งเป็นพวกที่ไม่มีปีกก็อาจปฏิบัติภารกิจทำรังรวมทั้งเลี้ยงรัง พวกนี้มีร่างกายขนาดธรรมดา หัวกระทรวงอุตสาหกรรมและท้องได้สัดส่วนกัน แม้กระนั้นในขณะเดียวกันอาจเจอมดงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่เฝ้ารัง มดเหล่านี้เว้นเสียแต่ตัวใหญ่มากยิ่งกว่ามดงานปกติเป็นอย่างมากแล้ว ยังมีหัวโต ฟันกรามใหญ่ ไม่ได้สัดส่วนกับลำตัวดัวย
ในหมู่มดเพศผู้รวมทั้งมดตังเมียซึ่งเป็นพ่อรังรวมทั้งแม่รังนั้น บางทีอาจเจอได้ทั้งหมดที่มีปีกและไม่มีปีก หรือมีลำตัวโตหรือเล็กขนาดพอๆกับมดงานก็มี แต่มดตัวเมียที่เป็นแม่รังนั้นมักมีขนาดโตกว่าเพศผู้แล้วก็มดงาน อาจพิจารณามดเพศผู้ได้จากดางตาที่โตกว่ามดแม่รังและมดงานลูกรัง ซึ่งพวกข้างหลังนี้มักมีตาเล็ก จนบางคราวแทบมองไม่เห็นว่าเป็นตา ส่วนมดพ่อรังหรือมดแม่รังที่มีปีกนั้น รูปแบบของปีกไม่เหมือนกับพวกปลวกหรือแมลงเม่าอย่างชัดเจน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปีกคู่หน้าของมดโตกว่าปีกคู่ข้างหลังมากมาย รูปร่างของปีกคู่หน้ารวมทั้งปีกคู่ข้างหลังก็ต่างกัน แล้วก็ที่สำคัญคือมีเส้นปีกน้อย ส่วนปลวกนั้น ปีกคู่หน้ากับปีกคู่ข้างหลังมีขนาดไล่เลี่ยกัน แล้วก็รูปร่างของปีกก็คล้ายกัน เส้นปีกมีมากกว่าเส้นปีกของมดมากมาย เห็นเป็นลวดลายเต็มไปตลอดปี

สมุนไพร ในปัจจุบันมีการประมาณกันว่า มดที่มีการแยกชื่อวิทยาศาสตร์ไว้แล้ว มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐จำพวก ชาวไทยต่างรู้จักดีกับมดเป็นอย่างดี เพราะว่ามีมดหลายชนิดอาศัยตามบ้านเรือน หรือในรอบๆใกล้เคียงกัยบ้านเรือน การเรียกชื่อมดของคนไทยอาจเรียกชื่อตามสีสันของมด โดยการเรียก “มด” นำหน้า อาทิเช่น มดแดง(OecophyllasmaragdinaFabrius) ด้วยเหตุว่ามีตัวสีแดง มดดำ (CataulacusgranulatusLatreillr, Hypocli-neathoracicus Smith) ซึ่งฟั่นเฟือนไปเป็นมด ฯลฯ มดบางประเภทเราเรียกชื่อตามอาการอันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากถูกมดนั้นกัด ตัวอย่างเช่น มดคัน (CamponotusmaculatusFabricius) ซึ่งเมื่อถูกกัดแล้วจะทำให้รู้สึกคันในบริเวณแผลที่กัด  หรือผูกคันไฟ  (Solenopsis  geminate Fabricius, SolenopsisgeminataFabricius var. rufaJerdon) ซึ่งเมื่อถูกกัด เว้นเสียแต่มีลักษณะอาการคันแล้ว ยังมีลักษณะอาการแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก
บางประเภทก็เรียกตามลักษณะท่าทางที่มดแสดงออก อย่างเช่น มดตะลีตะลาน (AnoploessislongipesJerdon) ซึ่งเป็นมดที่ชอบวิ่งเร็วและวิ่งพล่านไป เปรียบเหมือนผู้ที่วิ่งดัวยความตกอกตกใจ  มดจำพวกนี้บางที่เรียกสั้นๆว่า มดตะลาน  ที่บ้าเป็นมดตาลานก็มี หรือมดตูดงอล (CrematogasterdoheniiMaye) อันเป็นมดที่เวลาเดินหรือวิ่งมักชูท้องอืดท้องเฟ้อสูงตั้งฉากกับพื้น  ทำให้ดูเหมือนก้นงอล  ฯลฯ
มดบางชนิดเป็นมดที่พลเมืองตามแคว้นใช้บริโภค  ก็เลยเรียกไปตามรสชาติดังเช่น  ทางภาคเหนือ  อันอย่างเช่น  ชาวจังหวัดแพร่  น่าน  ลำพูน  จังหวัดเชียงราย  เชียงใหม่  เป็นต้น  นิยมใช้มดแดงซึ่งมีรสเปรี้ยวแทนน้ำส้ม  ก็เรียกว่า มดส้มหรือมดมัน  ซึ่งประชาชนบางถิ่นนิยมกินกันเพราะมีรสชาติมันและอร่อย  ก็เลยเรียกชื่อตามรสนั้น แม้กระนั้น  มีมดบางจำพวกที่ชาวบ้านมิได้รัยกชื่อโดยใข้คำ “มด” นำหน้าอาทิเช่น เสี้ยนดิน (Doeylusorientalis  Westwood) ซึ่งเป็นมดประเภทหนึ่งที่ทำลายกัดรับประทานฝักถั่งลิสงที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอยู่ในดิน
มดก็เหมือนกับแมลงประเภทอื่นที่อาจมีการรัยกชื่อสติไม่ดีไปตามท้องภิ่นตัวอย่างเช่น  แม่รังที่มีปีกของมดแดง (OecophyllasmsrhdineFabrius) คนต่างจังหวัดในแคว้นภาคอีสาน  อันได้แก่  ชาวจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น จังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ จังหวัดนครพนม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานีเรียกแม่เป้งในเวลาที่คนภาคกบางมัดเรียกมดโม่ง  ส่วนชาวจังหวัดภาคใต้  ดังเช่น  จังหวัดชุมพร  สุราษฎร์  สงขา  นครศรีธรรมราช  จังหวัดภูเก็ต  เรียกว่าแม่เย้าหรือแม่เหยา
มดมีวงจรชีวิตในลักษณะที่บิดารังและแม่รังที่มีปีกจะบินอกกจากรังและสืบพันธุ์กันเมื่อถึงเวลาแล้ว  มดเพศผู้มักตาย  มดตัวเมียซึ่งจัดเตรียมทำรังใหม่ก็จะหาที่พักพิงอันมิดชิด  แล้วสลัดปีกทิ้ง  รอคอยจวบจนกระทั่งไข่แก่ก็จะว่างไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแม่รังก็จะให้อาหารเลี้ยงลูกอ่อนจนกระทั่งเข้าดักแด้  และก็อกกมาเป็นตัวโตเต็มกำลังกลายเป็นมดงานที่เลี้ยงดูแม่ถัดไป  เมื่อมดงานปฏิบัติหน้าที่เลี้ยงรังได้แล้ว  แม่รังก็ทำ
หน้าที่ออกไข่เพียงอย่างเดียว  การควบคุมวรรณะของรังอาจปฏิบัติโดยการวางไข่ที่แตกต่าง  เช่น  ขนาดแตกต่างกัน  ไข่ขนาดเล็ฟกออกมาเป็นมดตัวเมียที่เป็นแม่รังและก็มดงาน  ส่วนไข่ขนาดใหญ่เป็นมดตัวผู้หรือมดพ่อรัง  รูปแบบของวงจรชีวิตแบบนี้ไม่เหมือนกับปลวก  เพราะปลวกนั้นเป็ฯแมลงเม่า  ซึ่งประกอบดัสยบิดาและแม่ปลวกที่มีปีกบินขึ้นผสมกันแล้  บิดารังมักมีชืวิโคนยู่และก็ร่วมทำรักับแม่ปลวกซึ่งจัดเตรียมตกไข่  เมื่อไข่ฟักเป็นตัว  ก็จะเป็นปลวกงานที่สามารถปฏิบัติงานอุปถัมภ์ค้ำชูพ่อแม่ได้โดยไม่ต้องคอยให้โตสุดกำลังเสียก่อน
นิสัยคาวมเป็นอยู่ของมดก็มีลักษณะต่างๆกัน  บางพวกทำรังอยู่บนต้อนไม้โยใช่ใบไม้ที่อาศัยมาห่อทำเป็นรวงรัง  ดังเช่นว่ามดแดง  หรือขนเศษพืชดินผสมน้ำลายทำรังใกล้กับไม้ที่อาศัย  เป็นต้นว่ามดลี่หรือมดก้นงอล  บางพวกสร้างรังในดินมีลักษณะเป็นช่องสลับซับซ้อนคล้ายรังปวก  ดังเช่นมดมันหรือแมลงมัน  รังของมดก็เลยมัรูปแบบของอุปกรณ์ที่สร้าง  องค์ประกอบ  แล้วก็รูปร่างต่างๆนาๆล้นหลามให้เห็นได้เสมอ
ชีวิวิทยาของมดแดง
เมื่อมดแม่รังได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  ครั้นเมื่อไข่แก่ก็จะตกไข่  ไข่มดแดงมีขนาดเล็กสีขาวขุ่น  จะถูกวางเป็นกลุ่มติดกับใบไม้ภายในรัง   ไข่ที่ได้รับการผสมจะเจริญก้าวหน้าไปเป็นมดงานรวมทั้งมดแม่รังส่วนไข่ที่ไม่ได้รับผสมจะรุ่งเรืองไปเป็นมดตัวผู้  เมื่อไข่เจริญรุ่งเรืองขึ้นก็จะเข้าสู้ระยะตัวอ่อนในขณะนี้บางทีอาจรับประทานอาหารและขยับเขยื้อนตัวได้นิดหน่อย  แล้วหลังจากนั้นก็กลายเป็นดักแด้ซึ่งมีลักษณะเหมือนตัวสมบูรณ์เต็มวัยทุกๆอย่าง ขาและก็ปีกเป็นอิสระจากลำตัว  และก็หยุดรับประทานอาหาร  แล้วหลังจากนั้นก็จะลอกตราบออกมาเป็นตัวเต็มวัย  แล้วก็ที่ขาวขุ่นก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีอื่นตามวรรณะมดตัวโตเต็มวัยอีกทั้ง๓ วรรณะอาทิเช่น
๑. มดแม่รัง มีความยาว  ๑๕-๑๘ มม.  สีเขียวใสจนกระทั่งสีน้ำตาลปนแดงหัวแล้วก็อกสีน้ำตาลเหมือนมดงาน  แม้กระนั้นหัวกว้างว่า  ส่วนนอกสั้น  อกบ้องแรกตรงอกข้อที่ ๓ ทู่ ขาสั้นกว่ามดงาน ปีกกว้าง  ข้อต่อหนวดสั้นกว่ากว่ามดงาน  ส่วนท้องเป็นรูปไข่  เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว  ทำหน้าที่แพร่พันธุ์  รังหนึ่งอาจเจอมดแม่รังหลายตัว  แต่ว่าจะมีเพียงแต่ตัวเดียวแค่นั้นที่จะสืบพันธุ์ได้
๒. มดเพศผู้  มีความยาว ๖-๗ มิลลิเมตร  ลำตัวสีดำ  หัวเล็ก  ฟันกรามแคบตาโต  หนวดเป็นแบบเส้นด้าย  มี ๑๓ บ้อง  ฐานหนวดยาว  ปลายเส้นหนวดเบาๆใหญ่ขึ้นเป็นรูปกระบอก  อกข้อที่ ๓ ใหญ่  ข้อต่อหนวดยาว  ท้องรูปไข่  ปีกสีนวลใสมีบทบาทสืบพันธุ์พียงอย่างเดียว  อายุสั้นมากมาย  เมื่อสืบพันธุ์แล้วจะตาย
๓.  มดงาน  มีความยาว ๗-๑๑ มม.  กว้าง ๑.๕– ๒ มม.  สีแดงหัวและอกมีขนสั้นๆ หัวกลม  ด้านล่างแคบ  กรามขัดกัน  ปลายแหลมโค้งตอนต่อไปแคบ  อกข้อที่  ๒  กลม  โค้งขึ้น  อกปล้องที่ ๓ คอด  คล้ายอาน  ขายาวเรียว  ข้อต่อหนวดรูปไข่  ส่วนท้องสั้น  เป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันไม่มีปีก  มีบทบาทหาร  ทำรัง  รวมทั้งป้องกันศัตรู
ประโยชน์ทางยา
หนังสือเรียนสรรพคุณยาบาราที่ว่า  น้ำเยี่ยวมดแดงสีรสเปรี้ยว  ฉุน  ดมแก้ลมแก้พิษเสลดโลหิต ราษฎรบางถิ่นใช้มดแดงทำลายพิษ  โดยการเอารังมดแดงมาเคาะใส่บริเวณปากแผลที่ถูกงูที่มีพิษกัด  ให้มดต่อยที่บริเวณนั้น  ไม่นานมดแดงก็จะตาย  ใช้มือปาดเอามดแดงเอาไป  แล้วเคาะมดแดงลงไปใหม่  ทำซ้ำๆไปเรื่อยจยกว่าจะถึงมือแพทพ์  บางเวลาบางทีอาจจำต้องใช้มดแดงถึงกว่า ๑๐ รัง นอกจากนี้  ชาวบ้านบางถิ่นยังบางทีอาจใช้เยี่ยวมดแดงทำความสอาดรอยแผลได้โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกำเนิดบาดแผลขึ้น  และไม่อยู่ในข้อตกลงที่จะทำความสะอาดรอยแผลหรือหายาใส่แผลได้  ตัวอย่างเช่น  เมือ่อยู่ในป่าหรือในทุ่งข้าว  ก็อาจเอามดแดง ๕-๑๐ ตัว (ตามขนาดของรอยแผล)  วางไว้รอบๆปากแผล  ให้ปวดแสบปวดร้อนมากมาย
พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ให้ยาแก้ “โรคฝีในท้อง ๗ ประการ”  อันกำเนิดอาจ “หนองพิการหรือแตก” ซึ่งกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการไอ  ซูบผอม  ไม่อยากกินอาหารยาขนานนี้เข้า “รังมดแดง” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ปุพ์โพ  คือหนองพิการหรือแตก ให้ไอเป็นอย่างยิ่ง  ให้กายผอมเกร็งหนัก  ให้กินอาหารไม่จักรส  มักเป็นฝีในท้อง ๗ ประการ  ถ้าเกิดจะแก้ท่านให้เอารังมดแดง ๑ ตำลึง  หัวหอม ๑ ตำลึง ๑ บาท ขมิ้นอ้อยยาว ๑ องคุลี  ยา ๗ สิ่งนี้ ต้ม ๓ เอา ๑ แทรก ดีเกลือตามธาตุหนักรวมทั้งธาตุเบาชำระบุมีดพร้ายซะก่อน แล้วจึงประกอบยาประจำธาตุในเสลดก็ได้

Tags : สมุนไพร

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาดุก
« เมื่อ: 11-12-2017 , 14:38:11 »

ปลาดุก
ปลาดุกเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันสันหลัง ปลาที่คนไทยเรียก ปลาดุก หรือ walking catfish นั้น บางทีอาจหมายความว่าปลาน้ำปลาน้ำจืดขั้นต่ำ ๒ ชนิดในวงศ์ Clariidae  คือ
๑. ปลาดุกด้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Clarias  batrachus  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า walking  catfish
ลางตัวที่มีสีขาวตลอด ชาวบ้านเรียก ดุกเผือก หรือถ้าหากมีสีค่อนข้างจะแดง  ก็เรียก ดุกแดง  แต่ว่าถ้ามีจุดขาวบริเวณทั่วลำตัว  ก็เรียก ดุกเอ็น ปลาดุกด้านมีรูปร่างยาวเรียว ยาว  ๑๖-๔๐  ซม. (ในธรรมชาติอาจยาวได้ถึง ๖๑  ซม.) บริเวณข้างๆของลำตัวมีสีเทาคละเคล้าดำหรือสีน้ำตาลปนดำ บริเวณท้องมีสีค่อนข้างขาว ไม่มีเกล็ด ความยาวของลำตัวราว ๖-๗.๕ เท่าของความลึกของลำตัว และก็ราว๓.๕ เท่าของความยาวท่อนหัว หัวค่อนข้างแหลมหากมองทางข้างๆ กระดูกหัวมีลักษณะขรุขระ กระดูกท้ายทอยยื่นเป็นมุมค่อนข้างแหลม ส่วนฐานของครีบสันหลังยาวเกือบตลอดส่วนหลัง ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๕-๗๗  ก้าน ไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบตูดมีก้านครีบอ่อน  ๔๑-๕๘  ก้าน ครีบท้องกลม ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าน ปลายแหลม เป็นหยักทั้งยัง ๒ ข้าง ครีบหางแบน ปลายมน ไม่ต่อกับครีบข้างหลังแล้วก็ครีบตูด ตามีขนาดเล็กอยู่ข้างบนของหัว มีหนวด ๔ คู่  หนวดที่ขากรรไกรข้างล่างยาวถึงส่วนปลายก้านครีบแข็งของครีบอก หนวดขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบข้างหลังก้านที่  ๗-๘   หนวดที่รอบๆจมูกยาวเป็น ๑ ใน ๓ ของก้านครีบแข็งของครีบอก  และหนวดคางยาวถึงส่วนปลายของครีบอก ด้านในท่อนหัวเหนือช่องเหงือกทั้ง ๒ ข้าง มีอวัยวะพิเศษที่ช่วยสำหรับเพื่อการหายใจ ฟันบนเพดานปากและก็ฟันบนขากรรไกรบนเป็นฟันซี่เล็กๆกระดูกซี่กรองเหงือกมี  ๑๖-๑๙  อัน ปลาดุกด้านมีนิสัยดุ รวดเร็ว รังเกียจอยู่นิ่ง ตะลีตะลาน ถูกใจดำว่ายดำผุดแล้วก็ถูกใจมุดไปตามพื้นโคลนตม ชอบว่ายทวนน้ำออกไปจากแหล่งอาศัยในขณะฝนตกและน้ำไหลหลากลงสู่แหล่งน้ำแห่งใหม่ มีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมที่เรวร้ายได้
๒. ปลาดุกอุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias  microcephalus  Gunther
มีชื่อสามัญว่า  broadhead  walking  catfish
ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเรียว ยาว  ๑๕-๓๕  ซม.  สีออกจะเหลือง  มีจุดประตามด้านข้างลำตัวราว ๙-๑๐ แถบ แต่ว่าเมื่อโตจะเลือนหายไป ฝาผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะรอบๆอกถึงครีบท้อง ท่อนหัวค่อนข้างทู่ ปลายกระดูกกำดันป้านและโค้งมนมาก   ส่วนหัวจะลื่น มีรอยบุบตรงกลางน้อย  มีหนวด  ๔  คู่  โคลนหนวดเล็ก ปากไม่ป้าน ค่อนข้างจะมนครีบอกมีครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าง มีลักษณะแหลมคม ยื่นยาวหรือพอๆกับครีบอ่อน ครีบหลังมีก้านครีบอ่อน  ๖๘-๗๒  ก้าน   ปลายครีบสีเทาคละเคล้าดำรวมทั้งยาวตลอดถึงคอดหาง ครีบตูดมีก้านครีบอ่อน  ๔๗-๕๒  ก้าน ครีบหางกลม ไม่ใหญ่มากนัก สีเทาคละเคล้าดำ ครีบหางไม่ชิดกับฐานครีบหลังรวมทั้งครีบก้น   จำนวนกระดูกซี่กรองเหงือกราว  ๓๒  ซี่งเมื่อดูผิวเผินปลาดุกด้านและปลาดุกอุยมีลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีดำปนเหลือง มีจุดเล็กๆสีขาวเรียงเป็นแนวตามแนวขวางลำตัวหลายแถว หรืออาจมองมองเห็นเป็นจุดประสีขาวตามลำตัว ปลายกระดูกกำดันโค้งมน ปลาดุกเป็นปลาที่พบได้ตามคู ลำคลอง หนอง บึงทั่วไป จัดเป็นปลาที่มีคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจของไทยประเภทหนึ่ง
ผลดีทางยา
สมุนไพร หมอแผนไทยรู้จักใช้ปลาดุกผสมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน พระหนังสือไกษย ให้ยาที่เข้า “ปลาดุกย่าง” อยู่ ๒ ขนาน อีกทั้ง ๒ ขนานเป็นยาแกง รับประทานเป็นยาถ่ายอย่างแรง สำหรับแก้กษัย ดังต่อไปนี้ ยาแก้ไกษยปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์ ๑ กลีบตาเสือ ๑  รากโคนแตง  ๑  พาดไฉนนุ่น ๑  พริกไทยขิงแห้ง ๑  กระเทียม  ๑  ผลจันทน์ ๑  ดอกจันทน์  ๑  กระวาน  ๑  กานพลู  ๑  ข่า  ๑  กระชาย  ๑  กะทือ  ๑  ไพล  ๑  หอม  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  กะปิ  ๑  ปลาดุกปิ้ง  ๑  ตัว ปลาร้าปลาส้อย ๕  ตัว   ยา  ๒๐  สิ่งนืทำเปนแกง แล้วเอาใบมะกาที่เพสลาดนั้นมาหั่นใส่ลงเปนผัก รับประทานให้ได้ถ้วยแกงหนึ่ง ลงกระทั่งสิ้นโทษร้าย หายดีเลิศนัก และยางแกงเปนยารุ ท่านให้เอาเปลือกทองหลางใบมนที่ ๒ เปลือกมะรุม ๑ ลูกคัดเค้า ๑ เครื่องยาดังนี้เอาสิ่งละ ๗ ตัว ปลาดุกปิ้ง ๑ ตัว เอาใบสลอดที่กินลงที่อ่อนๆนั้น ๗ ใบ หั่นเป็นผักใส่ลง ทำเปนยาเหอะ ลงเสลดเขียวเหลืองออกมา หายแล

Tags : สมุนไพร

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ งูเหลือม
« เมื่อ: 11-12-2017 , 11:11:29 »

งูเหลือม
งูเหลือมเป็นงูไม่มีพิษมีขนาดใหญ่และก็ยาวที่สุดในโลก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า python retculatus (schneider)
จัดอยู่ในตระกูล Boidae
ตระกูลย่อย pythoninae
มีชื่อสามัญว่า reticulated python หรือ regal python
ชีววิทยาของงูเหลือม
งูเหลือมมีลำดับตัวยาว ครึ้ม อาจยาวได้ถึง ๑๐ เมตร ตรงกลางลำตัวป่องออกมีเกล็ดปกคลุม โดยทั่วไปเกล็ดมีสีเหลืองหรือสีเหลืองคละเคล้าสีน้ำตาล มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีเกล็ดสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองเป็นขอบใน และก็มี เกล็ดสีน้ำตาลปนเทาอญุ่ข้างในอีกครั้งหนึ่ง ขอบนอกของเกล็ดมีสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองทองสดกว่าบริเวณอื่น บริเวณด้านในข้างลำตัวมีแถบเกล็ดสีดำ ด้านในมีเกล็ดสีขาวเป็นแถบ เกล็ดข้างลำตัว รอบๆที่ติด กับเกร็ด ท้อง มีสีดำสลับกับขาวไม่เรียบร้อย เกล็ดท้อง สีนวลหรือสีเหลืองอ่อน บริเวณหัวมีสีเหลืองผสมน้ำตาล มีเส้นสีดำเล็กๆพาดผ่านกึ่งกลางหัว ซึ่งเป็นจุดเด่นของงูเหลือม ที่ใช้จำแนกแยกแยะ จากงูประเภทเดียวกันชนิดอื่นๆที่คล้ายคลึงกัน ( ดังเช่นว่างูหลาม) ดวงตาสีเหลืองหรือสีเหลืองเข้ม มีแถบสีดำเล็กๆภาพถ่านจากตาถึงมุมปาก งูเหลือมอาจ
งูเหลือม
วางขายได้ถึงคราวละ๑๒๔ฟอง  แม่งูรอดูแลจนถึงไข่ฟักเป็นตัว ลูกงูเหลือมที่ฟักออกมาใหม่ยาวราว  ๕๕ ซม.
งูเหลือมพบได้ในทุกภาคของประเทศ ทั้งยังในป่าดิบรวมทั้งป่าทรุดโทรม พบบ่อยหาเลี้ยงชีพบนพื้นดิน โดยการดักรอเหยื่อ เมื่อเหยื่อผ่านเข้ามาในระยะใกล้ก็จะฉกกัด แล้วก็ม้วนตัวรัดเหยื่อจนตาย แล้วจึงกลืนรับประทานเหยื่อที่ตายแล้ว
งูหลาม
ลวดลายแถวๆหัวของงูเหลือม งูหลาม และก็งูหลามปากเป็ดงูหลาม(rook python)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าpython molunis bivittatus schiegel  เป็นงูที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้น ๓ ของโลก รองจากงูเหลือม และงูแอนะคอนด้า | anaconda ชื่อวิทยาศาสตร์ Eunectes murinus (Linnaeus) ในวงศ์ Boidel พบได้ทั่วไปในป่าโปร่ง ท้องทุ่ง เว้นเสียแต่ทางภาคใต้ (มีเฉพาะจังหวัดชุมพร)งูนี้ มีลักษณะ อ้วน ดก ลำตัวสั้นกว่างูเหลือมมาก ยาวเต็มกำลังไม่เกิน ๗ เมตร มีลวดลายต่างจากงูเหลือม โดยที่ลำดับตัวมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลรวมทั้ง มีแผลสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นเหลี่ยมไม่แน่นอน เกล็ดท้องสีขาวหรือสีนวล จุดเด่นอยู่ที่ลวดลายบริเวณหัว ซึ่งมีลาย3สีน้ำตาลเข้ม เป็นรูปลูกศรอยู่กึ่งกลางหัว ด้านข้างหัวมีแถบสีน้ำตาลเข้มเช่นกัน ในตามีสีน้ำตาลเข้ม งูหลามออกไข่คราวละ ๓๐-๕๐ ฟอง แม่งู คอยดูแลไข่โดยใช้ลำตัวออกรอบ ลูกงูหลามที่ฟักออกมามีความยาว ราว ๕๐- ๘๐ เซนติเมตร งูหลามอีกเรียบงูหลามปากเป็ด (blood python) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า python curtus schiegel เป็นงูที่มีขนาดเล็กที่สุดในวงศ์งูเหลือม เจอในป่าดงดิบรอบๆริมน้ำ เหตุเพราะเป็นงูที่ชอบน้ำว่ายได้ พบบ่อยงูประเภทนี้ในน้ำ ซุกตัวอยู่ตามโคลนหรือตามพืชน้ำเพื่อดักรอเหยื่อ เจอเฉพาะภาคใต้ของเมืองไทย ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไป งูนี้มีความยาวสุดกำลังที่ราว ๒.๕ -๓ เมตร รูปร่างสั้นและดกกว่าจำพวกอื่น หัวมีขนาดออกจะเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว พื้นลำตัวสีน้ำตาลอมสีส้มจนถึงสีแดงคล้ำ สีจะเข้มที่สุดทางด้านบนลำตัว ข้างๆมีสีอ่อน กว่า ด้านบนลำตัวมีแถบสีน้ำตาลเหลืองหรือสีน้ำตาล ยาวบ้างสั้นบ้างไม่แน่นอนกระจัดกระจายตามสันหลัง ด้านข้างลำตัวมีเกล็ดสีขาว หรือสีนวลเรียงกันแบบสลับฟันปลา ไม่มีระเบียบ ด้านล่างของเส้นนี้มีเกร็ดสีดำ ส่วนหัวมีสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้ม มีเส้นสีแก่เล็กๆลากผ่าน หัวเหมือนงูเหลือม งูหลามปากเป็ดตกไข่คราวละ ๑๐-๑๕ ฟอง ลูกหมูที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆมีความยาวราว ๓๕ซม.

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ดีงูเหลือมกระดูกงูเหลือมแล้วก็น้ำมันงูเหลือมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน ดีงูงูเหลือมเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้มากมายในยาไทยใช้อีกทั้งแทรก เป็นกระสายยาแล้วก็เป็นเครื่องยา ได้จากถุงน้ำดีของงูเหลือมเอามาผึ่งไว้จนกว่าจะแห้งสนิท ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ช่วยให้ตัวยา แล่น เร็ว ดับพิษ ตานซางในเด็ก ใช้ฝนกับยาหยอดตา แก้ตาแฉะตามัวตามัวตาแดงและแก้ปวดตาได้ คู่มือฉันทศาสตร์อันเป็นตำราเรียนหมอที่เรียบเรียงแล้วก็แต่งลางส่วน โดยพระยาวิชยาหัวหน้า (กล่อม) เจ้าผู้ครองเมืองจันทบุรีขณะนี้พูดถึงไข้ป่วง๘ ประการและก็ยาบำบัด มีเรื่องมีราวที่เกี่ยวกับการใช้ดีงูเหลือมเป็นกระสายยาดังต่อไปนี้ จะอภิปรายในเรื่องรส เปรี้ยวปรากฏเคยตระหนัก ส้มมะขามแฉะฝักส้มป่อย เปรี้ยวอร่อยน้ำส้มซ่า ขมปกติบอระเพ็ด กระดอม ขมเป็นจอม ดีงูงูเหลือม เผ็ดพอเพียงเอื้อม ขิง ดีปลี ภิมเสนมีให้ใส่แซก อนึ่งเค็มแปลกเว้นแต่ เกลือ ทราบไว้เผื่อแก้ไม่หยุดมุตร์มนุษย์เปลือกลำภู สองสิ่งทราบเถิดเค็มกร่อยอ่านเป็นประจำให้จำได้ จะได้ใช้แซก จูงยาในตำราป่วง เป็ด ประการตามหนังสือโบราณซึ่งท่านแต่ก่อนกล่าวเอย ภาพคู่มือปฐมจินดาร์ อันเป็นแบบเรียนแม่บทของหมอแผนไทยที่ว่าด้วยแม่รวมทั้งเด็กให้ยาหลายขนานที่ใช้ดีงูเหลือม มีอยู่ขนานหนึ่งที่ใช้ดีงูเหลือมเป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้ ยาใช้ภายนอกหละ ขนานนี้ท่านให้เอาชาดหรคุณ ๑พิมเสน ๑ใบนมจิตร์ ๑ใบมะระใบแมลงสาบดีงูงูเหลือม รวมยา๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันตามเป็นผุยผงทำแท่งไว้เอาเกลือรำฝึกฝนทาหละแลยอดทราง ที่ขึ้นลิ้นนั้นหายดีนักกประจำเดือนกงูงูเหลือมแบบเรียนสรรพคุณ ยาโบราณว่ากระดูกงูเหลือมมีรสเย็น เมาเบื่อมีคุณประโยชน์ดับพิษกาฬ แก้เมื่อยแก้ร้อนใน เร่าร้อนใจใช้เป็นเครื่องยาในไทยหลายขนาน อาทิเช่นยาขนานหนึ่งในพระตำราไกษย มีบันทึกไว้ว่า ยาแก้ลมไกษย เอาหินปูน 1 กระดูกงูงูเหลือม 1 หอยกาบเผา 1 ละลายสุรากิน ถ้าเกิดมิฟังยานี้ แล้ว ก็เป็นกรรมของผู้นั้นตายแลอย่าฉงนสนเท่ห์เลย
๓. น้ำมันงูเหลือมจัดแจงไว้โดยการเอาไปเปลวมัน ในตัวงูเหลือมใส่ขวดผึ่งแดดจัดจัด กระทั่งเปลวมันละลายใส่เกลือไว้ตูดขวดน้อยเพื่อการเหม็นเน่าแพทย์แผนไทยว่าน้ำมันงูเหลือมมีรสร้อน ใช้ทายาแก้เคล็ด ขัดยอกแรงรอบฉายคาดหัวนวดเพื่อให้เส้นเอ็นอ่อนแล้วก็หย่อนได้ ในคัมภีร์ชวดารให้ยา 2 ๒ขนานที่เข้า “น้ำมันงูเหลือม” เป็นเครื่องยาด้วย ขนานหนึ่งมีบันทึกไว้ดังต่อไปนี้ ลมพวกหนึ่งเข้าในไส้ใหญ่ไส้น้อย มัดให้ช่างมือชักเท้าแขนงอจะเปิบเข้าก็มิได้ จะจับสิ่งอันใดก็ไม่ได้สมมติเรียกว่าลงตะคริว เอาน้ำมันหมู ๑ บาทหัวดองดึง ๑บาท พริกไท ๒๐ บาทใส่หม้อฝังไว้ใต้ดิน ๓ วันแล้วเอาขึ้นหุงให้คงจะแต่น้ำมัน จึงเอาการะบูร ๑ พิมเสน ๑ กระวาน ๑  กานพลู ๑น้ำมันงูเหลือม ๑ ใส่ลงทา ผึ่งแดด สำหรับรมเท้าตาย หายแล นอกเหนือจากนั้นหนังงูเหลือมที่ฟอกดีแล้วใช้ทำรองเท้าเข็มขัดกระเป๋าเนื้องูเหลือมกินได้คนจีนชอบรับประทานแต่ว่าหาเลี้ยงชีพยากและก็แพงแพง

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ จระเข้
« เมื่อ: 09-12-2017 , 16:02:16 »

ตะไข้
ตะไข้เป็นสัตว์คลานขนาดใหญ่ มีสามีหนังแข็งเป็นเกล็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงมากขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายและก็ใช้ฟาดต่างอาวุธ เหมือนเคยหากินในน้ำ จระเข้หรืออ้ายเข้ก็เรียก อีสานเรียกแข้ ปักษ์ใต้เรียกเข้ ในตำรายาโบราณมักเขียนเป็นจรเข้ เรียกใน๓ษาอังกฤษว่า crocodile
ในทางสัตวานุกรมกฎนั้น  ตะไข้ที่จัดอยู่ในสกุลไอ้เข้ (Crocodylidae) มีทั้งปวง ๒๒ ประเภท  แบ่งออกได้เป็น ๓ ตระกูลย่อย เป็น
๑. วงศ์ย่อยจระเข้ (Crocodylinae) มีทั้งหมด ๑๔ ประเภท แยกเป็น ๓ สกุล ตะไข้ที่เจอในประเทศไทยมี ๒ สกุล คืสกุลไอ้เข้ (Crocodylus) มีทั้งสิ้น ๑๒ ชนิด เจอในประเทศไทยเพียงแต่ ๒ จำพวก รวมทั้งสกุงตะโขง (Tomistoma) มีเพียงแต่ ๑ ชนิด
๒.วงศ์ย่อยจระเข้จีน (Alligatoriane)  มัทั้งปวง ๗ ชนิด  แบ่งแยกเป็น ๔ สกุล  ไม่เจอในธรรมชาติในประเทศไทย Crocodile กับ  Alligator
ไอ้เข้ที่จัดอยู่ในตระกูลย่อย Crocodylinae มีชื่อสามัญว่า crocodile ส่วนที่อยู่ในตระกูลย่อย  Alligatoriane มีชื่อสามัญว่า  alligator ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกันแต่ต่างกันที่ alligator  มีส่วนหัวกว้างกว่า  ปลายปากกลมมนกว่า  ฟันบนครอบฟันด้านล่าง  ฟันข้างล่างซี่ที่ ๔ ทั้งสองข้างขยายโตกว่าฟันซี่อื่นๆ จะไม่เห็นฟันซี่นี้เมื่อปากปิด  เพราะฟัน ๒ ซี่นี้ใส่ลงในรูที่ฟันด้านบน  ส่วน crocodile  มีส่วนหัวที่แหลมเรียวยาวกว่า  ฟันบนและก็ฟันล่างเรียงตรงกัน  ฟันซี่ที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเฉออกมาภายนอก  เห็นได้เวลาปิดปาก
๓.สกุลย่อยตะโขงประเทศอินเดีย (Gavialinaae) ซึ่งมีเพียง ๑ สกุล แล้วก็มีเพียงแค่ ๑ ชนิดเท่านั้น เป็นตะโขงอินเดียGavialis gangeticus (Gmelin)  พบตามแหล่งน้ำจืดแล้วก็แม่น้ำต่างๆทางภาคเหนือของอินเดีย  ปากีสถาน  บังกลาเทศ  เนปาล  ภูฏาน และเมียนมาร์  แต่ไม่พบในไทย
สมุนไพร ยุคเก่าพบไอ้เข้อยู่ตามป่าริมแม่น้ำ  ลำห้วย  ลำคลอง  หนอง  สระ  เคยมีเยอะแยะ  ก็เลยมีการจับจระเข้มากินเป็นอาหารและก็ใช้ส่วนต่างๆของตะไข้มาเป็นเครื่องยาสมุนไพร  ปัจจุบันเมื่อมีคนมากขึ้นเรื่อยๆ  ธรรมชาติรวมทั้งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป  ทั้งที่ต้องจริงได้แก่การใช้พื้นที่ป่าเป็นหลักที่ดินทำมาหากินและก็ที่พักที่อาศัย  และที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทำให้ปริมาณจระเข้ในธรรมชาติลดน้อยลงมากจนกระทั่งเกือบจะสิ้นพันธุ์ไปจากธรรมชาติ  คงพบบ้างตามแหล่งน้ำในเขตสงวนบางที่ อย่างไรก็แล้วแต่  เป็นโชคดีที่หากว่าตะไข้จวนสิ้นพันธุ์ไปจากธรรมชาติในประเทศไทยแล้ว  แต่นักธุรกิจของเราก็ประสบผลสำเร็จสำหรับการเพาะพันธุ์ตะไข้  ทำให้มีปริมาณตะไข้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นสัตว์อาสินที่สำคัญของประเทศ   เป็นสัตว์ที่ให้หนังสำหรับทำเครื่องหนังที่ตลาดต้องการ  และก็ให้เครื่องยาสมุนไพรโดยที่ไม่เป็นการทำลายสัตว์ชนิดนี้ในธรรมชาติ  ผลิตมาจากตะไข้ที่เพราะพันธุ์ขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อจระเข้  ดีไอ้เข้  หรือหนังไอ้เข้  กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ  ที่ล่อใจนักท่องเทียวทั้งที่เป็นคนประเทศไทยและก็เป็นชาวต่างชาติให้มาเยี่ยมชมปีละจำนวนมากๆ
ไอ้เข้ในประเทศไทย
ตะไข้ที่เจอในธรรมชาติในประเทศไทยจัดอยู่ในวงศื Crocodylidae  มี ๒ สกุล รวม ๓ จำพวกเป็นสกุลตะไข้ (Crocodylus) มี ๒ ประเภท เช่น ตะไข้น้ำจืดหรือไอ้เข้บึง (Crocodylus siamensis Schneider)  กับไอ้เข้น้ำทะเลหรือไอ้เข้อ้ายเคี่ยม (Crocodylus porosus Schneider)  รวมทั้งสกุลตะโขง  (Tomistoma )  มี ๑ ประเภทเป็นตะโขงหรือไอ้เข้ปากกระทุงเหว Tomistoma  schleielii (S.  Muller)  สัตว์เหล่านี้มีสามีหนังแข็งเป็นเกร็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกก้อนขี้หมา  หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายน้ำแล้วก็ใช้ฟาดต่างอาวุธ (เมื่ออยู่ในน้ำไอ้เข้จะฟาหางได้เมื่อขาข้างหลังถึงพื้นเท่านั้น)
๑.ตะไข้น้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus  siamensis Schneider
เป็นไอ้เข้ขนาดปานกลาง  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๓ เมตร มีลักษณะเด่นเป็นมีแถวเกร็ดนูนบนด้านหลังหอย  และก็มีสันเตี้ยอยู่ระหว่างตา ๒ ข้าง จระเข้ชนิดนี้เจออาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืด  ตลอดจนในที่ราบ  หนอง บึง รวมทั้งแม่น้ำ  โดยยิ่งไปกว่านั้นสระที่แยกออกจากแม่น้ำ  และสายธารที่ไหลเฉื่อยๆที่มีฝั่งเป็นโคลน  เคยพบมากที่สระบอระเพ็ด  แต่ตอนนี้แทบจะไม่พบในแหล่งธรรมชาติเลย  จระเข้จำพวกนี้กินปลาเป็นของกินหลัก  โตเต็มกำลังเมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี  ผสมพันธุ์ในช่วงธันวาคมถึงมีนาคม ตัวเมียวางไข่ในเดือนเมษายนและก็พ.ค.  ตกไข่ทีละ ๒๐-๔๐ ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๖๗-๖๘ วัน
๒.ตะไข้น้ำทะเล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus  porosus Schneider
เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไอ้เข้ที่ยังมีเผ่าพันธุ์อยู่ในขณะนี้  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๘ เมตร  บริเวณท้ายทอยไม่เจอแถวเกร็ดนูนเช่นที่เจอในทะเลน้ำจืด  รวมทั้งรอบๆหน้าผากมีสันซีดๆคู่หนึ่งซึ่งสอบเข้าหากัน  เริ่มตั้งแต่ตาไปสินสุดที่ปุ่มจมูก  (ก้อนขี้มา)   เพศผู้โตเต็มที่เมื่ออารุราว ๑๖ ปี   ส่วนตัวเมียโตเต็มกำลังเมื่ออายุราว  ๑๐  ปี  ตัวเมียออกไข่ครั้งละโดยประมาณ  ๕๐  ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว  ๘๐-๙๐  วัน
ลักษณะที่แตกต่าง ตะไข้น้ำจืด ตะไข้น้ำเค็ม
๑.ลำตัว ป้อมสั้น ไม่ได้ส่วนสัดนัก เรียวยาว ได้ส่วนสัดกว่า
๒.ส่วนหัว รูปสามเหลี่ยมมุมป้าน โหนกที่ข้างหลังตาสูง และก็เป็นสันมากยิ่งกว่า สามเหลี่ยมมุมแหลม  ปากยาวกว่า
๓.ลายบนตัว สีออกเทาดำ มีลายสีดำเป็นแถบ สีออกเหลืองอ่อน มีลายเป็นจุดสีดำตลอดลำตัว
๔.รอบๆท้ายทอย มีเกล็ด ๔-๕ เกล็ด มีมีเกล็ด
๕.ขาหลัง พังผืดมองเห็นไม่ชัดเจน  มีพังผืดเห็นได้ชัดเหมือนขาเป็ด
๓.ตะโขง หรือ ตะไข้ปากกระทุงเหว เป็นตะไข้จำพวกที่หายากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma  schlegeill (S. Muller) เป็นไอ้เข้ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งของไทย ลำตัวบางทีอาจยาวถึง ๕ เมตร ตัวสีน้ำตาลปนแดง มีลายสีน้ำตาลเข้ม ปากยาวเรียวคล้ายปากปลาเข็ม หางแบนใหญ่ ใช้ว่ายน้ำ ตะไข้ประเภทนี้พบเฉพาะทางภาคใต้ของไทย  มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำแล้วก็หนองน้ำจืดชืดที่มีบริเวณติดต่อกับแม่น้ำ บางทีอาจพบได้บริเวรป่าชายเลนหรือบริเวรน้ำกร่อย มีรายงานว่าเจอไอ้เข้ปากกระทุงเหวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอกไม้เพลิงโต๊ะแดง จังหวักนราธิวาส แม้กระนั้นพบเพียงที่ละ ๑-๒ ตัว ตะไข้ชนิดนี้กินปลาแล้วก็สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลากหลายประเภทเป็นของกิน โตสุดกำลังเมื่ออายุราว ๔.๕-๖ ปี ตัวเมียออกไข่ทีละราว ๒๐-๖๐ ฟอง ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๗๕-๙๐ วัน  และก็ฟักเป็นตัวในช่วงฤดูฝน
๔.ตะไข้พันธุ์ผสม  เป็นไอ้เข้ผสมรหว่างไอ้เข้น้ำจืดกับตะไข้น้ำเค็ม คนประเทศไทยเป็นผู้สำเร็จสำหรับเพื่อการผสมตะไข้ ๒ จำพวกนี้  เป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน ไอ้เข้พันทางมีรูปร่าง สีสัน เกล็ด รวมทั้งนิสัยที่ดุร้ายเหมือนตะไข้น้ำทะเล แต่ว่ามีขนาดโตกว่า (เมื่อโตเต็มกำลังมีปริมาณยาว ๕.๕ เมตร มีน้ำหนักตัวมากยิ่งกว่า ๑,๒๐๐ โล) จัดเป็นจระเข้จำพวกที่มีขนาดโตที่สุดในปนะเทศไทย ตะไข้พันทางเริ่มวางไข่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี ออกไข่ราวทีละ ๓๐-๔๐  ฟอง มากกว่าการวางไข่ของไอ้เข้น้ำเค็ม ไข่มีขนาดเล็ก  เปลือกไข่บาง  อัตราฟักเป็นตัวได้ต่ำมาก เมื่ออายุ ๑๓-๒๐ ปีออกไข่ราวทีละ ๓๐ –๕๕  ฟอง ไข่ขนาดโตปานกลาง เปลือกไข่หนากว่า อัตราฟักเป็นตัวได้สูง รวมทั้งเมื่ออายุ ๒๑ ปี ขึ้นไปออกไข่ทีละ ๓๕-๖๐ ฟอง เปลือกไข่หนามาก อัตราฟักเป็นตัวสูง

ชีววิทยาของไอ้เข้ไทย
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจระเข้เกิดและมีวิวัฒนาการบนโลกมาตั้งแต่ ๒๕๐  ล้านปีก่อน  ตอนนี้มีตะไข้ในโลกนี้ราว ๒๒ ประเภท กระจายอยู่ตามแหลางน้ำต่างๆในเขตร้อนทั่วโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบๆที่มีอุณห๓ไม่เฉลี่ยระหว่าง ๒๑-๓๕ องศา ตะไข้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ในช่วงฤดูร้อนหรือในตอนกลางวันนั้น อาศัยกลบดานอยู่ในน้ำ ในฤดูหนาวจึงออกมาตากแดด เหมือนเคยชอบนอนบนชายฝั่งน้ำที่เงียบสงบ น้ำนิ่ง ลึกไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาหรือลักษณะอากาศ  ยกตัวอย่างเช่น  ก่อนเกิดพายุฝนฟ้าร้องหรือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ตะไข้จะส่งเสียงร้องออกมาจากลำคอเหมือนเสียงคำรามของสิงโต  รวมทั้งตัวอื่นๆก็จะร้องรับตามกันต่อๆไป ไอ้เข้ไทยแก่เฉลี่ยราว ๖๐-๗๐ ปี แต่ว่าโตสุดกำลังรวมทั้งผสมพันธุ์ละวางไข่ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปีขึ้นไป พวกเราสามารถแยกประเภทไอ้เข้เพศผู้แล้วก็ตะไข้ตัวเมียได้โดยการดูลักษณะด้านนอกเมื่อไอ้เข้แก่ตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป จระเข้เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อแก่ราว ๑๐ ปี โดยการผสมพันธุ์กันในน้ำเท่านั้น ฤดูสืบพันธุ์มักเป็นหน้าหนาว  เป็นในราวธ.ค.ถึงกุมภาพันธ์  เมื่อสืบพันธุ์กัน  ตัวผู้จะเกาะข้างหลังตัวเมียและตวัดหลังหางรัดตัวภรรยา ใช้เวลาสืบพันธุ์กันราว ๑๐-๑๕ นาที จระเข้ตัวเมียท้องราว ๑ เดือน  รวมทั้งเริ่มวางไข่ในราวมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม  ไอ้เข้ตัวเมียจะเลือกทำเลที่เหมาะสม ไม่เป็นอันตราย  แล้วก็ใกล้แหล่งน้ำ  แล้วปัดกวาดเอาใบไม้และต้นหญ้ามาทำเป็นรังสูงราว ๔๐-๘๐ ซม. กว้างได้ตั้งแต่ ๑-๒๐ เมตร  สำหรับตกไข่  หลังจากนั้นจึงขุดหลุมกึ่งกลางแล้ววางไข่ โดยใช้เวลาตกไข่ ๒๐-๓๐ นาที เมื่อวางไข่เสร็จจึงกลบให้แน่น ไข่ไอ้เข้มีลักษณะโตกว่าไข่เป็ดบางส่วน  แต่เล็กกว่าไข่ห่าน ไอ้เข้ตัวเมียออกไข่คราวละ ๓๕-๔๐ ฟอง ระยะฟักตัวของไข่จระเข้แต่ละชนิดก็แตกต่างกัน เมื่อครบกำหนดช่วงเวลาฟักไข่  ลูกตะไข้จะร้องออกจากไข่  เมื่อตัวหนึ่งร้องตัวอื่นๆก็ร้องรับต่อๆกันไป  เมื่อแม่ตะไข้ได้ยินเสียงลูกร้อง  ก็จะขุดค้นไปในรังจนถึงไข่ ลูกตะไข้ใช้ปลายปากที่มีติ่งแหลมเจาะไข่ออกมา  ตัวที่ไม่สามารถที่จะเจาะเปลือกไข่ได้ แม่ไอ้เข้จะคาบไข่ไว้ในปากรวมทั้งขบให้เปลือกแตกออก ลูกไอ้เข้ทารกมีขนยาว ราว  ๒๕-๓0  ซม.   มีน้ำหนักตัวราว  ๒00-๓00  กรัม มีฟันแหลมและใช้กัดได้แล้ว แล้วก็มีไข่แดงอยู่ในท้องสำหรับเป็นอาหารได้อีกราว ๑0  วัน เมื่ออาหารหมดรวมทั้งไอ้เข้เริ่มหิว  ก็จะหาอาหารรับประทานเอง ไอ้เข้มีระบบระเบียบย่อยอาหารที่ดีเยี่ยม สามารถย่อยกระดูกสัตว์ต่างๆได้ ไอ้เข้เมื่อโตเต็มกำลังมีฟัน ๖๕  ซี่ ฟันข้างล่าง ๓0 ซี่  เมื่อฟันหักไปก็มีฟันใหม่ผลิออกขึ้นมาแทนที่ในช่วงเวลาไม่นาน ฟันตะไข้เป็นกรวยทับกันเป็นชุดๆอยู่ภายในเหงือก ๓ ชุด ไอ้เข้มีลิ้นใกล้กับพื้นปาก เมื่อไอ้เข้อ้าปากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆสีดำๆปรากฏอยู่ทั่วไปที่พื้นปากข้างล่าง   บริเวณนั้นเป็นจุดที่ตะไข้ใช้บอกความต่างของรสชาติอาหารที่รับประทานเข้าไป ส่วนลึกในช่องปากมีลิ้นเปิดปิดเพื่อคุ้มครองน้ำถูกคอเมื่อไอ้เข้อยู่ในน้ำ จมูกไอ้เข้อยู่ส่วนโค้งของปลายด้านบนของจะงอยปาก มีลักษณะเป็นปุ่มรูปวงกลม มีรูจมูก ๒ รู ปิดเปิดได้  เวลามุดน้ำจะปิดสนิทเพื่อคุ้มครองปกป้องน้ำเข้าจมูก จระเข้หายใจและสูดกลิ่นด้วยจมูก ในโพรงปากมีกระเปาะเป็นโพรงอยู่ข้างใน ใช้สำหรับรับกลิ่น
ไอ้เข้มี ๔  ขา แม้กระนั้นขาสั้น ดูไม่สมดุลกับลำตัว ขาหน้ามีนิ้วข้างละ ๕ นิ้ว ขาข้างหลังมีนิ้วข้างละ  ๔  นิ้ว ตะไข้ไม่อาจจะคลานไปไหนได้ไกลๆแม้กระนั้นในระยะสั้นๆทำได้เร็วเท่าคนวิ่ง เมื่อจำเป็นจะต้อง ไอ้เข้สามารถคลานลงน้ำและว่ายได้ อย่างเงียบเชียบ  เวลาจับเหยื่อในน้ำ จระเข้จะขับเคลื่อนเข้าหาเหยื่ออย่างช้าๆ เหมือนขอนไม้ลอยน้ำมา ครั้นได้จังหวะและระยะทางพอเหมาะก็จะพุ่งเข้าใส่เหยื่ออย่างรวดเร็ว พร้อมอ้าปากงับเหยื่อได้อย่างแม่นยำ เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้ว ก็จะบิดหมุนควงเหยื่อเหยื่อตายสนิทแล้วจึงค่อยกิน   ฟันไอ้เข้มีไว้สำหรับจับเหยื่อแล้วก็ฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกลืนลงไป ไม่ได้มีไว้สำหรับเคี้ยวอาหาร
ตะไข้สามารถลอยน้ำได้โดยการดมลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วประคองตัวให้ลอยน้ำได้โดยการใช้ขาพุ้ยน้ำแล้วก็หางโบก แต่ว่าในการพุ่งตัวแล้วก็ว่ายด้วยความรวดเร็วนั้น   ตะไข้ใช้เพียงหางอันมีพลังโบก ไปๆมาๆอย่างรวดเร็วเพื่อตัวพุ่งไปด้านหน้า ตะไข้มีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับเพื่อการแลเห็นที่ดีแล้วก็ไวมาก สามารถดูภาพได้  ๑๘0  องศา อีกทั้งสามารถมองเห็นวัตถุที่มาจากเหนือหัวได้ สายตาของตะไข้มีความไวและเร็วพอที่จะผสานกับนกที่บินผ่านไป ตะไข้ยังลืมตารวมทั้งเห็นในน้ำได้  เมื่อตะไข้มุดน้ำจะมีม่านตาบางใสมาปิดตาเพื่อปกป้องการเคืองตา ตะไข้ยังมีหูที่รับเสียงได้ดี หูจระเข้เป็นร่องอยู่ข้างดวงตาไอ้เข้ ๒ ข้าง นอกเหนือจากนี้ไอ้เข้ยังรับทราบอันตรายที่จะมาถึงได้ด้วยผิวหนัง ซึ่งสามารถรับความรู้สึกจากการกระตุกสั่นสะเทือนของพื้นดินหรือท้องน้ำได้ ในธรรม

11

เต่าในประเทศไทย
เต่าที่เจอในประเทศไทย (ไม่รวมตะพาบ) มีขั้นต่ำ ๒๒ ชนิด จัดอยู่ใน ๕ ตระกูล คือ
๑.วงศ์เต่าทะเล(Cheloniidea) เจอ ๔ ประเภทเป็น เต่าตนุ(เต่าแดด) เต่าหญ้า เต่ากระ รวมทั้งเต่าหัวโต เป็นเต่ากระดองแข็ง มีแผ่นเกล็ดปกคลุม อาจเรียงต่อกัน(ได้แก่ เต่าตนุ) หรือซ้อนกันน้อย (อย่างเช่น เต่ากระ) ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่ายน้ำ ขาหลังเป็นครีบกว้างสำหรับใช้เป็นหางเสือ
สมุนไพร
๒.ตระกูลเต่าเฟื่อง(dermochelyidae) พบเพียงชนิดเดียว คือ เต่าเฟือง (มักเรียกกันไม่ถูกเป็น “เต่ามะเฟือง”) เป็นเต่ากระดองอ่อน มีสันยาวตามตัวบนหลังจากคอลงไปถึงก้น ๕ สัน ข้างตัวอีกข้างละสัน รวมเป็น ๗ สัน ใต้ท้องมีอีก ๕ สัน สันที่ใต้ท้องจะเลือนหายไปเมื่ออายุมากขึ้น ส่วนสันบนข้างหลังหายไปบ้างเมื่อเทียบกับอายุยังน้อย บนหัวตัวอ่อนมีเกล็ด แต่ว่าจะหายไปเมื่อโตขึ้น มีหนังคลุมแทน ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่าย ยาวกว่าขาของเต่าทะเลอื่นๆขาข้างหลังเป็นครีบกว้างๆสำหรับใช้เป็นหางเสือ และก็ใช้ขุดหลุมเมื่อจะตกไข่
๓.วงศ์เต่าน้ำจืด(Emydidae) เจออย่างต่ำ ๑๓ จำพวก ตัวอย่างเช่น เต่ากระอาน เต่าลายตีนเป็ด เต่าหับ เต่าแดง (เต่าใบไม้) เต่าหวาย เต่าบัว เต่าจักร เต่านา เต่าจัน เต่าปากเหลือง เต่าดำ เต่าทับทิม แล้วก็เต่าแก้มแดง เต่าในตระกูลนี้สามารถหดหัวเข้าไปเอาไว้ภายในกระดองได้หมด ขาแบน นิ้วแล้วก็เล็บยาวกว่าเต่าบก ระหว่างนิ้วมีแผ่นพังผืดขึงไม่มากก็น้อย บนหัวคลุมด้วยหนัง ไม่เป็นเกล็ดราวกับหัวเต่าบก แต่ว่ารอบๆท้ายทอยนั้น หลังบางทีอาจลายทำให้ดูคล้ายเกล็ด

๔.วงศ์เต่าปูลู(Platysternidae) เจอในประเทศไทยเพียงแค่ประเภทเดียว เป็นเต่าปูลู มีลักษณะสำคัญเป็นกระดองบนกับกระดองล่างเป็นคนละระดับ ยึดติดกันด้วยพังผืด กระดองทั้งสองแบนเข้าหากันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทรวงอก หัวโต หดหัวเข้าไปในกระดองมิได้ หัวปกคลุมด้วยแผ่นซึ่งไม่แบ่งได้ชิ้นเกล็ดเสมือนเต่าอื่น ระหว่างนิ้วมีพังผืดบ้าง แม้กระนั้นไม่เต็มนิ้ว นิ้วมีเล็บแหลมทุกนิ้ว เว้นนิ้วก้อย หางยาวมากมาย มีเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมบนหาง
๕.ตระกูลเต่าบก(Testudinidae) พบ ๓ ชนิดเป็นเต่าหก เต่าเดือย และ เต่าเหลือง เต่าในสกุลนี้แตกต่างจากเต่าน้ำในวงศ์อื่นๆตรงที่ขาทั้งยัง ๔ กลม ไม่มีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว เพราะเหตุว่าไม่จำเป็นต้องใช้ขาว่ายน้ำ มีเกล็ดบนหัวรวมทั้งที่ขา

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: 08-12-2017 , 12:28:33 »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย อันดับเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายวงศ์ สัตว์เหล่านี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นปล้องๆเปลือกที่หุ้มท่อนหัวและก็อกหุ้มลงมาถึงอกปล้องที่ ๘ จำนวนมากกรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ส่วนหัวและอก มี ๑๐ ขา เจอได้ทั้งในน้ำจืด ดังเช่น กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำทะเล เป็นต้นว่า กุ้งว่าวจุฬาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่เจอในประเทศไทยมีมากประเภท แต่ที่มีขนาดใหญ่แล้วก็บริโภคกันทั่วๆไป อย่างเช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในสกุลPalaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งหลวง กุ้งก้ามคราม ก็เรียก เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามเกลี้ยง
กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ เซนติเมตร ลำตัวสีครามเข้มและจางสลับกันเป็นลายพาดขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันตัว และกอดรัดตัวเมียในขณะผสมพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านข้างล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่ตรงกลางทางด้านบนใต้เปลือกหัว  ลำไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ถัดจากช่วงท้ายของกระเพาะไปถึงตอนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางส่วนหน้าบริเวณข้างๆของท่อนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะสืบพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในรอบๆใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง สังเกตได้ง่ายชาวบ้านเรียก แก้วกุ้ง กุ้งก้ามกรามกินทั้งยังสัตว์และพืชเป็นอาหาร โดยมากเป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการสูดกลิ่นรวมทั้งสัมผัส  ถ้าไม่ได้กินอาหารจะกินกันเอง  กุ้งประเภทนี้หากินทั้งวัน  แต่จะรวดเร็วมากมายเวลากลางคืน  เป็นปกติอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  บึง ที่มีทา น้ำติดต่อกับทะเล  ผสมพันธุ์แล้วก็วางไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายกลับไปยังบริเวณแหล่งน้ำจืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในสกุล Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าแกมเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ด้านล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว รวมทั้งมีปื้นสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบด้านในของโคนข้อที่ ๗ ของขาคู่นี้ครั้งตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม เฉพาะบุคคลคนที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายผ้ากำมะหยี่สีส้มแกมแดง ปกคลุมบริเวณรอยต่อระหว่างบ้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ แล้วก็ ๕ เป็นประจำอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ คลอง แล้วก็แหล่งน้ำจืดที่มีทางน้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งว่าวจุฬาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในวงศ์ Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลแกมเขียวรวมทั้งมีแถบสีแก่กับสีจางพิงขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวสะอาด ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ด้านล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งสองด้านแคบและยาวไม่ถึงฟันกรีซี่ในที่สุด  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ในเขตพื้นที่ที่เป้นทรายผสมโคลน  กินพืชแล้วก็สัตว์เล็กๆในน้ำเป็นของกิน  เมื่อโตสุดกำลังจะย้ายถิ่นจากชายฝั่งไปยังสมุทรลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะอพยพมาหารับประทานยังชายฝั่ง
ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน อย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในตำรายาศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้ฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ แล้วก็เดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียมกัน พ่นฝีเพื่อเสมหะ  ให้ยอดขึ้นหนองสวยดีนัก

13
อื่นๆ / สัตวัตถุ มดลี่
« เมื่อ: 08-12-2017 , 10:17:10 »

มดลี่
มดลี่เป็นแมลงจำพวกมด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า crematogsterdoheniiMayr
จัดอยู่อยู่ตระกูล  Formicidae เวลาเดินจะยกท้องขึ้นตั้งฉากกับลำตัว  บางโอกาสก็เลยเรียก มดก้นงอน
ชีววิทยาของมดลี่
มดลี่ที่เป็นมดงานมีลำตัวยาวราว ๓.๕-๕ มม.  สีแดงปนน้ำตาลหรือสีสนิมเหล็ก  เว้นเสียแต่หนวดและก็ปลายท้อง  ท่อนหัวโต  ทึบ  ไม่เป็นเงา  สะท้อนแสง  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามความยาวของหัว  และเส้นจะห่างบานออกไปทางด้านหลังของหัว  กรามมีลายเส้นตามทางยาว  ริมฝีปากบนโค้ง  ขอบขอบหน้าตัดตรง  แล้วก็มีขนละเอียดตามขอบตาเล็กกลม  สีน้ำตาลแก่  อยู่รอบๆราวตรงกลางหัว  หนวดยาวจากหัว  หนาดยาวจากถึงอกปล้องที่ ๒ โคนหนวดมีขนสีส้มคละเคล้าแดงอ่อนกระจัดกระจายอยู่หัว  อกสีทึบ  ไม่เป็นเงา  ค่อนข้างจะแคบแล้วก็แบนทางด้านข้าง  อกข้อแรกมีขอบยื่นไปทางข้างๆ  และขอบนี้จะไปเชื่อมกับส่วนหน้าขอบอกปล้องกึ่งกลาง  มีลักษณะโค้งนูนอกกทางข้างหน้า  มีรอยย่นและก็จุดเล็กๆเป็นลายกระจายทั่ว  อกปล้องกลางมีลัษณะเป็นสี่เหลี่ยมเมื่อมองทางข้างหลัง  ยาวมากกว่ากว้าง  และก็มีขอบเว้าเข้านิดหน่อย  มีรอยย่นและก็จุดเล็กๆเป็นลายกระจัดกระจายอกข้อที่ ๓ กว้างมากยิ่งกว่ายาว  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามแนวยาว  ตอนท้ายของอกยื่นเป็นมุม  และก็มีหนามเล็กๆยื่นไปทางด้านท้องข้างละอัน  หนามนี้โค้งลงเล็กน้อย  ปลายของข้อที่ ๓ ตัดตั้งฉากลงไปติดส่วนท้อง มีลักษณะเรียบและก็เป็นมัน  ขายาวราวๆความยาวของลำตัว  โหนกบนท้องปล้องแรกกว้าง  และปลายแบน  ข้างๆสอบลงรวมทั้งมีตุ่มเล็กๆกลมๆที่ปลาย  โหนบนท้องปล้อยที่ ๒ สั้นมากมาย  ตรงกลางเป็นร่องท้องโตยาวราว ๑ ใน ๓ ของลำตัว  มีลัษณะวาว  สะท้อนแสง  แล้วก็มีรูปจุดเล็กๆละเอียดกระจายอยู่ทั่ว มดลี่ชนิดนี้อาศัยสร้างรังดินผสมเศษสิ่งของจากพืชอยู่บนต้นไม้  ลางครั้งบางทีอาจเจอรังใหญ่ขนาดใกล้เคียงกับลูกฟุตบอล  รับประทานสัตว์เล็กๆเป็นของกิน  และก็ถูกใจเลี้ยงเพลี้ยเพื่อดื่มน้ำหวานจากเพลี้ย มดลี่ประเภทย่อย crematogsterdoheniiregenhoferiMayr  มีลัษณะต่างๆเช่นเดียวกันมาก  นอกจากท้องที่มีสีดำตลอด

ผลดีทางยา
สมุนไพร แพท์แผนไทยรู้จักใช้ “รังมดลี่” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังเช่นว่าในพระคัมภีร์ไกษพให้ยาแก้ษัยปลวกขนานหนึ่ง  ดังต่อไปนี้ หากจะแก้  เอาใบส้มช่า ๑ ใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ ใบส้วเสี้ยว ๑ ใบส้มอุปนิสัย ๑ ใบส้มสคุณลุง ๑ ใบมะตาดเครือ ๑ สิ่งกำมือ  ใบมะกา ๓ กำมือ  รังมดลี่ ๑ แท่นปลวก ๑ แท่น  สมอทั้ง ๓ หัวหอม ๑ สิ่ง ละเท่าอายุคนไข้  เทียนดำหนัก ๑ บาท  ขมิ้นอ้อยไพล ๑ รากตองแตก ๑ หนักสิ่งละ ๓ ตำลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ ต้มตามแนวทางให้รับประทาน แก้ไกษพปลวกทำให้จับสบัดร้อนสบัดหนาว ถ้าหากจะดีขึ้นกว่าเดิมแชกดีเกลือตามสมุฏฐาน ธาตุหนักเบาให้กินลงกระทั่งสิ้นโทษร้าย  แล้วจึงเอายาประจำธาตุให้กินถัดไป

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาซ่อน
« เมื่อ: 07-12-2017 , 09:42:36 »

ปลาช่อน
ปลาช่อนเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันหลัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata (Bloch)
จัดอยู่ในวงศ์ Channidae
มีชื่อสามัญว่า snakehead murrel
บางถิ่น (พายัพรวมทั้งอีสาน) เรียก ปลาค้อ ก็มี
ชีววิทยาของปลาช่อน
ปลาช่อนมีรูปร่างกลมเป็นทรงกระบอก ลำตัวข้างหางจะแบนน้อย ความยาวของลำตัวเมื่อโตเต็มที่ ๖๐-๗๕ เซนติเมตร (มีรายงานว่าลำตัวยาวได้ถึง ๑ เมตร) หรือ มีความยาวเป็น ๕.๕-๖ เท่าของความลึกของลำตัว รวมทั้งเป็น ๓.๒-๓.๓ เท่าของท่อนหัว ลำตัวด้านบนโค้งลงบางส่วน ส่วนท้องแบน ข้างๆของส่วนหางแบน ลำตัวมีตั้งแต่สีเทาถึงสีเทาปนน้ำตาล ข้างหลังสีดำ ส่วนท้องสีขาว และอาจมีจุดประสีดำหรือสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ด้านข้างของลำตัวมีลายสีน้ำตาลหรือสีเทาปนดำ (ขนาดและรูปร่างไม่สม่ำเสมอ) พิงขวางลำตัวจากบริเวณใต้เส้นข้างตัวไปยังรอบๆท้อง ในลางตัวลายกลุ่มนี้อาจพาดขวางลำตัวติดต่อกันจากบริเวณครีบหูถึงคอดหางราว ๑๕ แถบ   แม้กระนั้น สีและลายนี้เปลี่ยนไปตามถิ่นที่อยู่รวมทั้งฤดูกาล หัวปลาช่อนมีขนาดใหญ่ ลักษณะแบนจากบนลงด้านล่าง ตามีขนาดใหญ่ อยู่ข้างๆของท่อนหัว จะงอยปากกลมมน ปากกว้างและก็เฉียงลง มุมปากลึกแล้วก็ยื่นเลยจากตามาก ขากรรไกรสามารถยึดหดได้ ขากรรไกรข้างล่างยื่นล้ำขากรรไกรบนบางส่วน ฟันที่ขากรรไกรบนและก็ข้างล่างเป็นซี่เล็กมาก ชิดกันเป็นแผ่นและแหลมคม ขากรรไกรบนมีเขี้ยว มีฟันที่เพดานด้านหน้าและก็เพดานส่วนใน ฟันที่ฟันกรามและเพดานมีราว ๔ แถว แผ่นปิดกระพุ้งแก้มเปิดกว้างได้ รอบๆบ้องคอเหนือเหงือกมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ  ทำให้เคลื่อนไหวอยู่บนบกรวมทั้งฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน  ส่วนบนรวมทั้งข้างๆหัวมีเกล็ดปกคลุมครีบหลังแล้วก็ครีบตูดยาวเกือบจะถึงโคนครีบหาง ครีบข้างหลังมีก้านครีบ ๓๘-๔๒ ก้าน ครีบตูดมีก้านครีบ ๒๔-๒๖ ก้าน ครีบอยู่ทางด้านท้องใกล้ช่องเปิดทวารรวมทั้งครีบก้น ครีบหูอยู่ด้านข้างของลำตัวถัดจากช่องเหงือก ครีบหางกลม คอดหางแบนข้าง  ครีบทุกครีบมีสีเทาคละเคล้าสีน้ำตาลดำ แล้วก็ครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง เกล็ดปลาช่อนมีลักษณะกลมมน ขอบเรียบ เกล็ดตามลำตัวมีสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา ส่วนหลังสีดำ เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี ๕๒-๕๗ เกล็ด เส้นข้างลำตัวไม่ต่อกันเป็นแนวเดียว แม้กระนั้นมีรอยหักลงไปตรงบริเวณเกล็ดที่ ๑๗-๒๐ ข้างบนแล้วก็ข้างๆของลำตัวมีเกล็ดขนาดใหญ่ แต่ว่าเกล็ดที่บริเวณหัวแข็งกว่าเกล็ดที่บริเวณลำตัว ปลาช่อนเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย   อดทน   หาเลี้ยงชีพตั้งแต่ระดับพื้นดินจนกระทั่งผิวน้ำ ถูกใจอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความลึกไม่เกิน ๑ เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีพรรณไม้น้ำให้ซ่อนตัวได้ ปลาช่อนผสมพันธุ์กันในหน้าฝน  โดยที่เพศผู้และก็ตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะจับคู่กัน  ช่วยเหลือกันกัดหญ้าชายน้ำเพื่อทำแอ่งตกไข่ หลังจากนั้นตัวเมียก็วางไข่ แล้วเพศผู้ฉัดน้ำกามเข้าผสม เพศผู้ทำหน้าที่คอยดูแลลูก  ประชาชนเรียกลูกอ่อนของปลาช่อนว่า ลูกครอก เมื่อยังเล็กตัวมีสีออกแดง ดำผุดดำว่ายอยู่ตามแอ่งน้ำไม่ลึกนัก โดยมีบิดาปลาช่อนซุ่มตัวรอระวังอยู่ ปลาช่อนรับประทานปลาเล็กและเนื้อสัตว์อื่นเป็นอาหาร เป็นปลาที่พบได้ทั่วไปในทุกภาคของเมืองไทย

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องยามาแต่โบราณ ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า เนื้อสด มีรสหวาน ถูกใจกับธาตุทั้งมวล นำมาซึ่งเสลด ปิดตะยับยั้งวาตะ เนื้อแห้ง มีรสหวาน มัน มีคุณประโยชน์บำรุงกำลัง แก้อ่อนแรง แก้เด็กตัวร้อน นอนตกใจ   มือเท้าเย็น ข้างหลังร้อน หอบ  ชักจากไข้สูง แก้ชางทับสำรอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดี มีรสขม   แก้ตาอักเสบ ตาแดง แก้ลอยแผล   หางแห้ง มีรสเย็น คาว แก้เม็ดยอดในปาก แก้ฝ้าละออง และเกล็ด มีรสจืด  คาว ทำให้เกิดลมเบ่งเวลาคลอด พระหนังสือโรคนิทาน ให้ยาขนานหนึ่งสำหรับใช้หยอดตาแก้ “น้ำตาตกหนักให้ตามัว” ยาขนานนี้เข้า “หินในสีสะปลาช่อน” หรือหินในหัวปลาช่อน   เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ น้ำตานั้น  แตกทุพพลภาพให้ตามัว  ให้น้ำตาตกหนัก  แล้วตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อ ผลลำไย ถ้าจะแก้ให้ประกอบยานี้  รากคนทิสอ ๑  รากเสนียดจัญไร ๑  ผลมะตูมอ่อน  ๑  ขิงแห้ง ๑ ทำเท่าเทียม  ต้มกิน  แล้วจึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม  หินในสีสะปลาช่อน  ๑  บัลลังก์หิน ๑ พิมเสน  ๑ ฝนหยอดตา  สังเกตดูถ้าหากมีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้ม  ผู้เจ็บป่วยนั้นก็ยังไม่ตาย  ถ้าไม่มีน้ำตา  ตายแล   พระหนังสือธาตุภิวังค์ ให้ยาแก้ไข้ที่ทำให้ชักขนานหนึ่ง ชื่อ “ยาอนันตไกรวาต” ยาขนานนี้เข้า “คางปลาช่อน” เป็นยาเครื่องด้วย ดังต่อไปนี้ ยาชื่ออนันตไกรวาต  แก้พิษไข้ทำให้ชักลิ้นหยาบคางแข็ง  และชักให้สั่นไปอีกทั้งกาย  แลทำพิษต่างๆ หากจะแก้ท่านให้เอากระดูกงูเหลือม ๑  กระดูกงูทับสมิงคลา  ๑  คางปลาช่อน ๑ งาช้าง ๑  ฟันกรามแรด ๑ ยาดังนี้ขั้วให้เกรียม โกฐหัวบัว  ๑  โกฐสอ  ๑  หีบศพกระดูก  ๑  เทียนดำ  ๑  ผลโหระพา  ๑  ผลผักชี  ๑  บอแร็ก  ๑ ใบพิมเสน  ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบทองหลางน้ำ  ๑  รากถั่วภูเขา  ๑  รากตำลึงเพศผู้  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดอกพิกุล  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน  บดทำแท่งไว้ น้ำกระสายยานั้นให้เอาชาวเข้าหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ แซกดีงูแลพิมเสน กินแก้กิน แก้ชัก แก้เชื่อมมึน แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง อีกทั้งกินทั้งยังซะโลมก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหาวิเศษนัก

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปูทะเล
« เมื่อ: 06-12-2017 , 11:57:43 »

ปูทะเล
ปูทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ที่พบในประเทศมีขั้นต่ำ ๓ ประเภท ทุกชนิดจัดอยู่ในตระกูล  Portunidae คือ
๑.ปูดำ หรือ ปูแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla serrata (forsskal) ประเภทนี้เจอตามป่าชายเลนทั่วๆไป
๒.ปูขาว หรือ ปูทองหลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla oceanic dana ประเภทนี้พบตามพื้นทะเลทั่วไป
๓.ปูเขียว หรือ ปูทองโหลง หรือ ปูลาย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla transquebarica Fabricius
จำพวกนี้เจอตามพื้นทะเลทั่วๆไปทั้งยัง ๓ ชนิดมีลักษณะคล้ายกัน แม้กระนั้นไม่เหมือนกันด้านสีและก็หนามที่ขอบกระดองและสภาพถิ่นอาศัย จนนักวิชาการลางสำนักจัดเป็นชนิดเดียวกันหมดเป็นScylla serrata  (Forsskal)
ชีววิทยาของปูทะเล
ปูทะเลอาจมีกระดองขนาดกว้างได้ถึง ๒๐ เซนติเมตร มีลำตัวที่แบ่งได้ ๒ ส่วนหมายถึงท่อนหัวที่เชื่อมรวมกับอกมีกระดองเป็นเปลือกหุ้มอยู่ข้างบน  กับส่วนท้องที่พับแนบติดกับลำตัวทางด้านล่าง ราษฎรเรียกส่วนนี้ว่า ตับปิ้ง ซึ่งในตัวผู้จะเป็นสามเหลี่ยมแคบ ส่วนในตัวเมียจะแผ่กว้างออกเป็นรูปโค้งกลม มีขา ๕ คู่ คู่แรกเปลี่ยนไปเป็นก้ามใหญ่ ใช้จับเหยื่อและป้องกันตัว แล้วก็เพศผู้ใช้จับภรรยาเวลาสืบพันธุ์ ขาคู่ที่ ๒-๕ มักมีปลายแหลม ใช้สำหรับคลานหรือเดิน ส่วนขาในที่สุดของปูทะเลจะแบนเป็นกรรเชียง ช่วยสำหรับการว่ายน้ำ ปูทะเลหายใจโดยเหงือกซึ่งมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ  ราษฎรเรียก  นมปู  มองเห็นได้เมื่อเปิดกระดองออก  ปูทะเลอาจสลัดก้ามทิ้งได้  โดยสร้างก้ามใหม่ขึ้นมาเมื่อลอกคราบคราวต่อไป  เป็นปกติภายหลังจากการลอกคราบเพียงแค่ ๒ รั้ง ก้ามปูอาจมีขนาดใหญ่เท่าเดิมได้  การลอกรอยเปื้อนของปูเป็นกรรมวิธีการช่วยเพิ่มขนาด  ภายหลังปูกินอาหารแล้วก็สะสมไว้พอเพียงแล้ว  ก็จะสลัดเปลือกเดิมทั้งปวงทิ้งไป  แล้วสร้างเปลือกใหม่ขึ้นมาแทน  ปูที่มีอายุน้อยนั้นลอกคราบหลายครั้ง  แต่ว่าจะค่อยๆห่างขึ้นเมื่อปูโตเต็มกำลังแล้ว ฤดูสืบพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ในเดี๋ยวนี้ปูทะเลมีไข่มากมาย ก่อนจะมีการผสมพันธุ์นั้น ตัวผู้อุ้มตัวเมียไว้เพื่อรอจนตัวเมียลอกคราบ หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมาไว้กระจับปิ้ง ใช้รยางค์ของส่วนท้องโอบไข่เอาไว้ ไข่ในช่วงแรกมีสีเหลืองอ่อนๆแต่จะกลายเป็นสีเข้มขึ้น กระทั่งเป็นสีส้มและสีน้ำตาล ตามลำดับ แล้วหลังจากนั้นไข่ก็เลยฟักเป็นตัวอ่อน ดำรงชีพเป็นพลิกก์ตอนลอยไปกับน้ำทะเล แล้วลอกคราบเปลี่ยนรูปร่างเป็นตัวอ่อนอีกระยะหนึ่ง จึงจะจมลงสู่พื้นทะเลเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นปูขนาดเล็กถัดไป

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “ก้ามปูทะเลเผา” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งสำหรับเพื่อการประกอบยาหลายขนาน ดังเช่น ยาใช้ภายนอกแก้แผลอันเกิดขึ้นจากไส้กุดไส้ลุกลาม ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก ซึ่งบึนทึกเอาไว้ภายใน พระคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา ดังนี้ ถ้าหากไม่หาย  ให้ร้อนหนัก ท่านให้เอา ก้ามปูทะเลเผา ๑ เปลือกหอยโข่งเผา ๑ รากลำโพงแดง  ๑  รากขัดมอน  ๑  ฝางเสน  ๑  ดินประสิว ๑ เปลือกจิกทุ่งนา ๑ ผลจิกทุ่งนา  ๑  เอาเสมอ  บดด้วยน้ำลายจรเข้เป็นกระสาย  หายแล ยาแก้หิวน้ำแก้ร้อนด้านในอันทำให้หอบขนานหนึ่ง  ซึ่งบันทึกเอาไว้ภายในพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ เข้าเครื่องยาที่เรียก “ก้ามปูทะเลเผาไฟ” ด้วย  ยาขนานนี้หนังสือเรียนว่าใช้ “อีกทั้งกินทั้งพ่น”  ดังนี้ ขนานหนึ่งแก้ระหายน้ำให้ร้อนข้างในแลให้หอบ  ท่านให้เอาสังข์หนามเผาไฟ ๑  รากบัวหลวง ๑  ฝุ่นละอองจีน  ๑  รังหมาร่าเผาไฟ  ๑  ชาดก้อน  ๑ ดอกพิกุล ๑  ดอกสาระภี  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  เกสรบัวหลวง ๑ การบูร ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากคันทรง ๑ ก้ามปูสมุทรเผาไฟ ๑ ดินประสิวขาว ๑ ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน บดเปนแท่ง ละลายน้ำดอกไม้สด อีกทั้งกินพ่น แก้ร้อนแก้ระหายน้ำ เสโทตกก็หายแล

หน้า: [1] 2 3 ... 5