แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1

น้ำมันเหลือง เป็นอย่างไร ?
น้ำมันเหลือง ยาแผนโบราณจากพืชสมุนไพรประสิทธิภาพเลิศ ทำมาจากพืชสมุนไพรชนิดต่างๆกัน คุณประโยชน์ที่ใช้ดม ทา นวด เพื่อบรรเทาอาการต่างๆคุณประโยชน์นี้ไม่เป็นรองยาแผนปัจจุบันอย่างยิ่งจริงๆ
การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
การนวดน้ำมันเหลืองเป็นวิธีสำหรับดูแลภาวะผิวแล้วก็สุขภาพที่ขอเสนอแนะเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและก็พืชต่างๆที่อุดมไปด้วยผลดีที่ดีต่อร่างกาย โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอมสดชื่น รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความเคร่งเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูคุณประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีสาระในด้านใดบ้าง
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถที่จะหายสนิทได้เอง ถึงแม้ว่าอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงน้อยลงก็ตาม และท้ายที่สุดก็จะเปลี่ยนเป็นโรคเรื้อรังแล้วก็นำมาซึ่งความลำบากตรากตรำสำหรับในการดำรงชีวิตมากขึ้น
เมื่อปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆปัญหาเกี่ยวกับข้อที่มีอยู่ก็จะขยายไปจนทำให้มีเพียงการผ่าตัดแค่นั้นที่จะเป็นทางออกเดียวที่ช่วยได้
ในบางครั้งบางคราวที่เป็นรุนแรงมากจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงข้อต่อทั้งผองด้วย
ความเจ็บปวดมีเพียงแค่จะเยอะขึ้น
การผ่าตัดสามารถเลี่ยงได้
ฟื้นฟูข้อต่อของคุณให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในช่วงเวลาที่โรคยังมิได้แผ่ขยายเกินความจำเป็นนัก
  แพทย์ท้องถิ่นหรือการแพทย์แผนไทย สารภาพในคุณประโยชน์อันดีเลิศของยาแผนโบราณตามตำรายาสมุนไพร ตำรับโบราณวัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแผนโบราณขนานเอกที่มีชื่อเสียงดังรวมทั้งได้รับความวางใจสำหรับในการรักษาโรคมาเนิ่นนานแล้ว สมกับคำที่กล่าวไว้ว่า "นวดแผนโบราณ ยาแผนโบราณ ตำรายาสมุนไพร จะต้องวัดโพธิ์ ความคิดของชาวไทยทั้งชาติของบรรพบุรุษไทย"
ศิลป์ที่สวยงามของการนวดได้ทวีความร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆสำหรับการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ยอดเยี่ยมสำหรับความปรารถนาเฉพาะบุคคลของคุณแล้วก็บรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดผ่อนคลายแล้วก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อที่จะรักษาความสมดุลทางจิตใจวิญญาณของคุณและร่างกายที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.

  • สรรพคุณมีอะไรบ้าง ?


คุณประโยชน์ของ[url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3http://www.chiangdaoherb.com/product/19/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันเหลือง[/url] สมุนไพรนั้น มีเยอะแยะทีเดียว
บรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นหวัด แก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมเป็นแล้ง
แก้เคล็ดลับปวดเมื่อย ฟกช้ำดำเขียว ทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปวดบวม
ทาท้องเพื่อขับลมด้านในท้อง
ทาแก้ผดผื่น ตุ่มคัน
ทาก่อนนอนทำให้หลับง่ายขึ้น จิตใจสงบ ผ่อนคลาย ทาถูนวดฝ่าตีน ไล่เลือดลม
ใช้ทาแก้ เหน็บชา ตะคริว ปวดสันหลังปวดบั้นเอว ปวดเข่า ปวดขา ฟกช้ำดำเขียว ปวดกล้าม ดมกลิ่นแก้อาเจียน เวียนหัว อาการหอบหืด แล้วก็ไซนัส
- ทุเลาอาการวิงเวียนหัว หน้ามืด คล้ายจะเป็นลมเป็นแล้ง
- แก้กลยุทธ์ขัดยอก ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
- ทาท้องเพื่อขับลมด้านในท้อง
- ทาแผลมีดบาด ทาแก้ผื่นผื่น
- ทาก่อนนอนช่วยให้หลับง่ายขึ้น
- ทุเลาอาการคัดจมูก เนื่องจากว่าหวัด
น้ำมันเหลืองผลการศึกษาเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนก้าวหน้าขึ้น บรรเทาลักษณะการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลของการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ขยาย จะทรมาทรกรรมจากลักษณะการเจ็บปวดลดลง อ้วกน้อยครั้ง หรือเปล่าอ้วกเลย รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น ความดันดียิ่งกว่าเดิม และเครียดจากลักษณะการป่วยลดลง ภายหลังได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันเหลืองขึ้นกับการใช้งาน และก็คุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันเหลืองแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่น้ำมันฐานรากที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันเหลือง เป็นต้นว่า น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงกว่าน้ำมันถั่วเหลือง และก็น้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ และก็ทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง นอกเหนือจากนี้น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นจะต้องต่อสภาพร่างกาย ทั้งยังยังช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มสดชื่น
โดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติ และคุณค่าที่นาๆประการ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้เหมาะสมตามการใช้งาน
สิ่งของ อุปกรณ์
1.เมนทอล 300 กรัม
2.พิมเสน 100 กรัม
3.การบูร 100 กรัม
4.หัวไพลแก่จัด 200 กรัม
5.น้ำมันงาบริสูทธิ์ 50 กรัม
6.กระทะสำหรับทอดหัวไพล
7.ภาชนะสำหรับผสมสาร อย่างเช่น ขวดบรรจุกาแฟ ขวดแก้ว
แนวทางการทำ
1.ล้างหัวไพลให้สะอาดตากให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแห้ง
2.ทอดหัวไพลในน้ำมันงาโดยใช้ไฟอ่อนๆทอดไปจนน้ำมันเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วใส่สมุนไพรตัวทอดแม้กระทั่งหมดฟองชูลงจากเตากรองเอากากทิ้ง
3.นำส่วนประกอบ 3 ชนิด ในอัตราส่วนที่ระบุหมายถึง(เมนทอล 3 ส่วน พิมเสน 1 ส่วน พิมเสน 1 การบูร 1 ส่วน )เทผสมรวมกันในภาชนะสำหรับผสมสาร
4.ใช้ไม้พายเล็กคนให้ส่วนประกอบทั้งสิ้นละลายเป็นของเหลว (หากไม่ใช่ไม้คนบางทีอาจใช้กรรมวิธีเขย่าขวดให้ส่วนประกอบละลายก็ได้
5.เติมน้ำมันที่สกัดจากหัวไพลลงไป คนให้เข้าเป็นเนื้อเดียว
6.น้ำมันเหลืองที่ได้บรรจุขวดปิดฝาให้แน่น
สรรพคุณน้ำมันเหลือง เป็นผลิตภัณฑ์ ที่คนส่วนใหญ่นิยมทำใช้คุ้นเคย เพราะสมุนไพรหาได้ง่าย ใช้ทาแก้อัมพาต เหน็บชา ปวดสันหลังปวด บั้นเอว ปวดหัวเข่า ฟกช้ำดำเขียว ปวดกล้าม สูดดมแก้คลื่นใส้ เวียนหัว หอบหือ รวมทั้งไซนัส

2

ยอ
ชื่อสมุนไพร  ยอ
ชื่ออื่น/ขื่อเขตแดน  ยอบ้าน (ภาคกึ่งกลาง) , มะตาเสื่อ (ภาคเหนือ) , แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , Noni (ฮาวาย) , Meng kudu (มาเลเซีย) , Ach (ฮินดู)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Morinda citrifolia
ชื่อสามัญ  Indian mulberry
สกุล  Rubiaceae
ถิ่นกำเนิด   ลูกยอ Morinda citrifolia เป็นผลไม้เขตร้อนพบได้มากบันทึกว่ามีการกินลูกยอเป็นของกินมานานกว่า 2000 ปี แล้ว โดยยอเป็นพืชประจำถิ่นในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ (Polynesia) รวมทั้งได้แพร่กระจายไปต่างประเทศโดยมีตำนานว่า คนในสมัยก่อน (ที่เดี๋ยวนี้เรียกกันว่าขาว เฟร้นซ์ โพลินีเซีย (French Polynesia) ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก พวกเขาได้เดินทางจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งโดยเรือแคนูรวมทั้งได้นำพืชศักดิ์สิทธิ์จากหมู่เกาะเดิมของพวกเขามาด้วย พืชนั้นเป็นทั้งยังอาหารขึ้นพื้นฐานที่เสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกายแล้วก็เพื่อเป็นยารักษาโรค ซึ่งใช้ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนสมัยเก่ารุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ช่วยกันบันทึกรวมทั้งจำต่อมายังบุตรหลานว่าผลของต้นโนนิช่วยบรรเทาลักษณะการป่วยเบื้องต้นได้ โดยชาวโพลิเนเซียน คนจีน คนแขก รู้จักใช้ประโยชน์จากลูกยอมานานแล้ว ส่วนการแพร่ประเภทของยอนั้นมีเหตุมาจากถูกนำติดตัวเข้าไปยังหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้ โดยบรรดาผู้ย้ายถิ่น รวมทั้งมันสามารถเจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในดินภูเขาไฟที่ไม่มีมลพิษ และก็มีการแพรกระจายชนิดไปยังดินแดนใกล้เคียง
แม้กระนั้นอีกตำราหนึ่งระบุว่าเป็นไม้ประจำถิ่นในเอเซียอาคเนย์ แต่มีผู้น าไปแพร่พันธุ์จนกระจัดกระจายไปทั่วประเทศอินเดีย แล้วก็ตามหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิกแล้วก็หมู่เกาะอินดัสตะวันตก ต้นยอขึ้นได้ในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มกำลังเมื่ออายุครบ 18 เดือน แล้วก็จะออกดอกออกผล
ซึ่งในตอนนี้พืชชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันทั้งโลก ในประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ “ยอ” ในประเทศมาเลเซียรู้จักกันในชื่อ “เมอกาดู” (Mergadu) ในทวีปเอเชียได้เรียกว่า “นเฮา” (Nhau) แถบหมู่เกาะตอนใต้ของห้วงสมุทรแปซิฟิกเรียกกันว่า “โนนู” และก็ในเกาะซามัว ทองคำกา ราราทองกา ตาฮิติ เรียกกันว่า “โนโน” หรือว่า “โนนิ”
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น ยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงราว 2-6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตสุดกำลัง 5-10 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับอายุ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางใกล้กับแก่นไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลแกมขาว หยาบคายสากบางส่วน แตกกิ่งน้อย 3-5 กิ่ง ทำให้มองดูไม่เป็นทรงพุ่มไม้
ใบ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว (simple leaf) แทงออกตรงกันข้ามกันซ้ายขวา มีรูปทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างประมาณ 10-20 เซนติเมตร ยาวราวๆ 15-30 เซนติเมตร ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากมายจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวราวๆ 1 ซม. โคนใบ และปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบของใบ แล้วก็ผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันสะอาดทั้งสองด้าน ด้านบนใบพบได้บ่อยเป็นตุ่มที่เกิดจากแบคทีเรีย
ดอก  ดอกออกเป็นช่อกลมคนเดียวๆสีขาว ทรงราวกับหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวโดยประมาณ 3-4 เซนติเมตร ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกบริบูรณ์เพศที่มีทั้งเกสรตัวผู้ รวมทั้งเกสรตัวเมีย กลีบรองดอก และก็โคนกลีบเชื่อมติดกัน กลีบดอกมีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวราวๆ 8-12 มิลลิเมตร ผิวดอกข้างนอกเรียบ ข้างในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4-5 แฉก ยาวโดยประมาณ 4-5 มม. เกสรตัวผู้ และก็เกสรตัวเมีย ยาวประมาณ 15 มิลลิเมตร แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวโดยประมาณ 3 มิลลิเมตร
ผล  ผลเป็นประเภทผลรวม (multiple fruit) เช่นเดียวกับน้อยหน่า รวมทั้งขนุน เชื่อมติดกันสำเร็จใหญ่ดังที่พวกเราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างราว 3-5 เซนติเมตร ยาว 3-10 ซม. ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว และเมื่อสุกจะมีสีเหลือง และก็เปลี่ยนเป็นสีขาวจนกระทั่งเน่าตามอายุผล เม็ดในผลมีเยอะมาก เม็ดมีลักษณะแบน ข้างในเม็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเมล็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม
                นอกเหนือจากนั้นยังสามารถแบ่งสายพันธุ์ของยอได้อีกดังนี้

  • M. citrifolia var. citrifolia เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลหลายขนาด พบได้รอบๆหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค อย่างเช่น ฮาวาย ตาฮิติ เป็นต้น
  • M. citrifolia var. bracteata เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลเล็ก พบได้ทั่วไปในทวีปเอเชีย ยกตัวอย่างเช่น ไทย พม่า ลาว จีนตอนใต้ เวียดนาม มาเลียเชีย อินโดนีเซีย อินเดีย แล้วก็หมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก
  • M. citrifolia cultivar potteri เป็นสายพันธุ์ที่ใบมีสีเขียว รวมทั้งสีขาว เจอทั่วไปบริเวณหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
การขยายพันธุ์การปลูก
ยอนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด แม้กระนั้นสามารถขายพันธุ์ด้วยแนวทางอื่นได้ด้วยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น การปักชำ การตอน แต่ว่าการเพาะเม็ดจะให้ผลที่ดีมากยิ่งกว่าและอัตราการรอคอยดจะสูงขึ้นมากยิ่งกว่าแนวทางอื่น โดยการเพาะเม็ดจะใช้ขั้นตอนการบีบแยกเมล็ดออกมาจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ แล้วก็กรองเมล็ดออก ผลที่ใช้จะต้องเป็นผลสุกจัดที่หล่นจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เม็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม  เมล็ดที่ได้จะต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน  รวมทั้งเอามาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงราวๆ 30 ซม. ก่อนนำลงปลูก
ต้นยอเป็นพันธุ์ไม้ที่ดูแลง่ายไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมากมาย แล้วก็ยังเป็นพืชที่ทนต่อภาวะดินเค็มรวมทั้งสถานการณ์แห้งอีกด้วย จึงทำให้มีการแพร่จำพวกอย่างรวดเร็วองค์ประกอบทางเคมี สาระสำคัญที่เป็นองค์ประกอบในยอ ทั้งยังในส่วนของ  ผล ใบ แล้วก็ราก มีหลากหลายประเภท ดังเช่นว่า scopoletin , octoanoic acid , potassium , vitamin C , terpenoids , Asperuloside , Proxyronine สารในกรุ๊ป anthraquinones ตัวอย่างเช่น anthraquinone glycoside , morindone และก็ rubiadin รวมถึง      flavonoids, triterpenoids, triterpenes, saponins, carotenoids, vitamin E                                    นอกจากนั้นยังมี  vitamin A , amino acid , ursolic acid , carotene แล้วก็  linoleic acid ซึ่งสารพวกนี้สารจำพวกได้มีการทดสอบคุณสมบัติของสารแล้วว่ามีผลที่สามารถนำมาใช้ด้านการแพทย์ได้ นอกนั้นยังเจอสารชนิดใหม่ที่ชื่อว่า flavone glycoside และก็ iridoid glycoside ในใบยอโดยสารทั้งสองส่งผลยังยั้ง cell transformation ของ mouse epidermal JB6 cell line
ผลดี/สรรพคุณ
ประโยช์จากยอนั้นมีทั้งยังในด้านการนำไป บริโภคเป็นอาหารรวมทั้งการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ในร้านค้าของ        Asperulosideการนำมาบริโภคนั้น   มีมากไม่น้อยเลยทีเดียวหลายแบบอย่างดังต่อไปนี้ มีการ
 บริโภคผลยอกันมาก ทั้งยังดิบๆหรือปรุงแต่ง ยกตัวอย่างเช่น บางหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก กินผลยอเป็นของกินหลัก ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วก็คนท้องถิ้นออสเตรเลียกินผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกะหรี่ รวมทั้งใช้เม็ดของยอคั่วรับประทานได้
ส่วนในประเทศไทยนั้นบริโภคยอโดย ลูกยอสุก  เอามาจิ้มรับประทานกับเกลือหรือกะปิ ลูกห่ามใช้ทำตำส้ม ใบอ่อน เอามาลวกรับประทานกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือประยุกต์ใช้รองกระทงห่อหมก รวมทั้งในขณะนี้มีการนำลูกไปแปรรูปโดยคั้นเป็น น้ำลูกยอ โดยเชื้อกันว่ามีคุณประโยชน์ ทางด้านค่าของอาหารที่มี วิตามินซี วิตามินเอ รวมทั้งธาตุโปแตสเซียมสูง นอกเหนือจากนั้นจะมีลักษณะเหมือนผักผลไม้เยอะแยะด้วยเหตุว่ามีสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจัดว่าช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ และก็ต้านมะเร็ง  ได้
                ส่วนในด้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ยอได้ถูกกล่าวว่ามีคุณประโยชน์ทางยา ดังนี้  ตำราเรียนยาไทย: ผลมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในลำไส้ ขับผายลม บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ผสมในยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกยุ่ย เหงือกบวม ขับรอบเดือนเสีย ขับเลือดลม ฟอกเลือด ขับน้ำคาวปลา แก้เสียงแหบแห้ง แก้ตัวเย็น แก้ร้อนในอก แก้กระษัย แก้อ้วก  โดยนำมาหมกไฟหรือต้มกับน้ำดื่ม หรือเอามาจิ้มกับน้ำผึ้งทาน แบบเรียนสรรพคุณยาไทยพูดว่าผลอ่อนรับประทานเป็นยาแก้คลื่นเหียนอาเจียน ผลสุกเป็นยาขับประจำเดือนสตรี ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือนิดหน่อย อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ยเป็นขุมบวม หั่นปิ้งไฟพอเพียงเหลืองทำกระสายยา เมล็ดเป็นยาระบาย
           ตำราเรียนยาไทยมีการใช้ ผลยอ ใน”พิกัดตรีผลสมุฎฐาน” เป็นการจำกัดปริมาณตัวยาที่มีผลเป็นที่ตั้ง 3 อย่าง มีผลมะตูม ผลยอ ผลผักชีลา คุณประโยชน์แก้สมุฎฐานแห่งตรีโทษ ขับลมต่างๆแก้โรคไตพิการ ส่วนอีกหนังสือเรียนหนึ่งบอกว่าสรรพคุณของส่วนต่างๆของยอไว้ดังต่อไปนี้
                ราก คุณประโยชน์เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใบยอ รสขมเฝื่อน สรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์ แก้ท้องเดินในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ดร้อน คุณประโยชน์ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเลือด ระดูของสตรี ฟอกเลือด แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบแห้ง แก้ร้อนในอก ผลสุก ของยาบ้าน มีกลิ่นแรง คุณประโยชน์ผายลมในลำไส้ ต้น ใช้เป็นส่วนประกอบกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค ดอก เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้
แก้อ้วกที่เกิดขึ้นมาจากธาตุแตกต่างจากปกติ           ใช้ผลดิบหรือห่าม(ยังไม่สุก) ฝานเป็นชิ้นบางๆปิ้ง  หรือคั่วไฟอ่อนๆให้เหลือง  ใช้ทีละ  2  กำมือ  น้ำหนักราวๆ  10-15  กรัม  ต้มหรือชงน้ำกินจิบแม้กระนั้นน้ำบ่อยๆในเวลาที่มีลักษณะ  หากดื่มทีละมากๆจะก่อให้อ้วก
ใบสดใช้ต้มน้ำดื่มหรือนำมาบดตากแห้งชงเป็นชาดื่ม รวมถึงใส่แคปซูลกิน ช่วยแก้กษัย  แก้เมื่อยตามข้อมือข้อเท้า แก้ท้องร่วง ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้เบาหวาน คุ้มครองป้องกันโรคในระบบหัวใจ และก็หลอดเลือด แก้โรคมะเร็ง
ดอกใช้ต้มน้ำหรือนำมาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม แก้วัณโรค เบาหวาน คุ้มครองโรคหัวใจ รวมทั้งหลอดเลือด ต้านโรคมะเร็ง
เนื้อผลมีรสเผ็ดร้อน มีสารออกฤทธิ์คือ asperuloside ใช้แก้อ้วก ช่วยขับลมในกระเพาะ แล้วก็ลำไส้ ช่วยขับรอบเดือน แก้รอบเดือนมาไม่ดีเหมือนปกติ ช่วยลดไข้ แก้ไอ ขับเสลด
รากเอามาต้มหรือดองสุรารับประทานเป็นยาระบาย แก้กระษัย ช่วยเจริญอาหาร ปกป้องโรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ รวมทั้งหลอดเลือด
ไอระเหยจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง ลูกยอดิบ ใช้รักษาลักษณะการเจ็บ หรือแผลเป็นสะเก็ดรอบปากหรือข้างในปาก ลูกยอสุก ใช้รับประทาน ลูกยอบดละเอียดใช้บ้วนปากแก้คอเจ็บ ใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือรับประทานเพื่อฆ่าพยาธิภายในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยแนวทางการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู อย่างแรกให้เลือกลูกยอห่าม นำมาหั่นเป็นแว่นๆไม่บางหรือดกจนถึงเหลือเกิน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปปิ้งไฟอ่อนๆโดยปิ้งให้เหลืองกรอบ สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาท่อนหัวใต้ดินที่พวกเราเรียกว่าหัวแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองแล้วก็มีกลิ่นหอม เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำจนกระทั่งเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองแบบลงไปต้มพร้อม ใส่น้ำตาลกรวดพอเพียงหวาน ทิ้งเอาไว้ครู่หนึ่งแล้วยกลงจากเตา รอจนถึงอุ่นแล้วนำมารับประทาน ส่วนที่เหลือให้กรองมัวแต่น้ำแช่เอาไว้ในตู้เย็นแล้วค่อยอุ่นรับประทาน ให้ดื่มต่อเนื่องกัน 1 อาทิตย์ช่วยแก้ลักษณะการเจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและแช่ลงไปในน้ำต้มสุก แล้วรินเอาแต่น้ำเพื่อทุเลาอาการ
วิธีการใช้ยอรักษาอาการอาเจียน   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)                 นำผลยอดิบที่โตเต็มกำลังแล้วมาฝานเป็นแผ่นบางๆแล้วต่อจากนั้นนำมาตากแห้ง แล้วคั่วในกระทะบนไฟกรุ่นๆให้แห้งเกรียม เอามาบดเป็นผง แล้วก็ใช้ผงมาประมาณ 20 กรัม ชงกับน้ำเดือดใหม่ๆ1 ลิตร แช่ทิ้งเอาไว้ราวๆ 15 นาที กรองเอาแต่น้ำใส่กระติกสำหรับใส่น้ำร้อนไว้ จิบน้ำยาราว 30 มิลลิลิตร ทุก 2 ชั่วโมง เวลาคลื่นไส้ อ้วก
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับแก้คลื่นไส้ คลื่นไส้ การเรียนการใช้น้ำผลยอในการระงับคลื่นไส้ โดยเปรียบเทียบกับยา metoclopramide ซึ่งเป็นยาแก้คลื่นไส้ และชาซึ่งใช้ในกรุ๊ปควบคุม ในผู้เจ็บป่วยไข้จับสั่น 92 ราย ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ชาย 68 ราย หญิง 24 ราย อายุระหว่าง 15 -55 ปี แบ่งเป็นกลุ่มใช้น้ำผลยอ 30 มล. รับประทานทุก 2 ชั่วโมง กรุ๊ปที่ 2 รับประทานชา 30 มิลลิลิตร ทุก 2 ชั่วโมง และก็กลุ่มที่ 3 ใช้ยา metoclopramide 1 เม็ด (5 มก.) เวลามีลักษณะอาการอาเจียนอาเจียนทุก 4 ชั่วโมง เขียนบันทึกปริมาณครั้งการคลื่นไส้ก่อนรวมทั้งหลังการให้ยาทุกราย จากการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยปริมาณครั้งการคลื่นไส้ก่อนให้ยา 3 กลุ่ม มีค่าไม่ได้ต่างอะไรกัน แต่ปริมาณการอาเจียนกรุ๊ปที่ใช้ยา metoclopramide มีน้อยที่สุดรองลงมาคือยอ และน้ำชามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด หมายความว่ายอลดอาการอ้วกได้มากกว่าน้ำชา
เมื่อเล่าเรียนกลไกการออกฤทธิ์พบว่าผลยอมีฤทธิ์ต้านทาน dopamine อย่างอ่อน  สารสกัดน้ำของผลยอสามารถเร่งการบีบตัวของลำไส้เล็กในหนูเม้าส์ที่ได้ถูกกระตุ้นให้อาเจียนด้วย  apomorphine แต่ไม่สามารถที่จะต้านฤทธิ์ของ apomorphine สำหรับเพื่อการลดการบีบตัวของกระเพาะได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial activity) มีแถลงการณ์ว่าสาร acubin L-asperuloside และ alizarin ในผลลูกยอเป็น antibacterial agent สามารถคุ้มครองป้องกันการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ ตัวอย่างเช่น Pseudomonas aeruginosa Proteus morgaii S Staphylococcus aureus Bacillus subtilis Escherichia coil Salmonella แล้วก็ Shigella
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส (Antitviral activity) มีรายงานการศึกษาและทำการค้นพบสารประเภทหนึ่งจากรากของต้นยอชื่อว่า 1-methoxy-2-formyl-3-hydroxy anthraquinone ซึ่งมีฤทธิ์ในการยังยั้งการเกิด cytopathic effect ของเชื้อ HIV ต่อการ infect MT4 cell โดยไม่มีการยับยั้งการเติบโตของเซลล์
ฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรค (Antitubercular effects) มีการรายงานพบว่าลูกยอสามารถกำจัดการต่อว่าดเชื้อวัณโรคได้ถึง 97% เปรียบเทียบกับยา antibiotic เป็นต้นว่า Rifampcin
ฤทธิ์ยับยั้งความปวด (Analgesic activity) มีแถลงการณ์ว่าสารสกัดจากรากยอมีฤทธิ์ระงับปวดในสัตว์ทดลอง และผลที่เกิดจากการวิจัย โดย ผศ.ดร.ทัศนีย์ ปัญจานนท์ พบว่าสารสกัดจากผลยอไทยมีฤทธิ์ยับยั้งปวดในสัตว์ทดสอบ

การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ  สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินฉีดเข้าทางท้องหนูพบว่า ค่า LD50 พอๆกับ 0.75 กรัม/กก. สารสกัดเมทานอลกับน้ำจากผลฉีดเข้าทางท้องหนูเพศผู้พบว่า ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว ส่วนอีกการทดลองพบว่า สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินขนาด 10 ก./กก. ให้ทางสายยางสู่กระเพาะหนูหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่แสดงความเป็นพิษ
การทดสอบพิษครึ่งหนึ่งเรื้อรังในหนูแรทโดยป้อนสารสกัดจากผลยอ ไม่พบความแปลกใดๆในค่าตรวจทางชีวเคมีในเลือด และก็ค่าตรวจทางเลือดวิทยา นอกจากนี้การทดสอบความเป็นพิษโดยใช้สารสกัดด้วยน้ำจากผลยอแห้ง ก็ไม่พบความเป็นพิษอีกทั้งแบบทันควันรวมทั้งแบบเรื้อรัง
พิษต่อเซลล์  น้ำคั้นจากผลขนาด 6.25 มิลลิกรัม/มล.ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลส์ CAa-IIC ในตอนที่สารสกัดเม-ทานอลจากใบ ทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ CFI IS-RA II สารสกัดคลอโรฟอร์มแล้วก็น้ำจากรากทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ ช่วงเวลาที่สารสกัดเฮกเซนรวมทั้งเมทานอลจากรากไม่เป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากผลไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบใน Bacillus subtilis
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • สารโพรซีโรนินที่พบในน้ำลูกยอ อยากน้ำย่อยเปปซิน (Pepsin) แล้วก็สภาพความเป็นกรดในกระเพาะ เพื่อเปลี่ยนเป็นซีโรนิน ด้วยเหตุนี้ ถ้ากินน้ำลูกยอเวลาที่ท้องอิ่มแล้วจะมีผลให้ส่งผลทาเภสัชของสารซีโรนินลดลง
  • ค่า รวมทั้งสรรพคุณน้ำลูกยอจะน้อยลงเมื่อกินร่วมกับแอลกอฮอล์
  • การบดหรือการสกัดน้ำลูกยอไม่ควรกระทำให้เม็ดยอแตก เพราะว่าสารในเมล็ดยอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอาจจะเป็นผลให้ถ่ายหลายครั้งได้
  • คนเจ็บโรคไตไม่สมควรกินน้ำลูกยอ เพราะมีเกลือโปแตสเซียมสูง อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายรุนแรงได้
  • สตรีตั้งครรภ์ไม่ควรบริโภคลูกยอ เนื่องจากว่าผลยอมีฤทธิ์ขับเลือด อาจจะทำให้แท้งบุตรได้
เอกสารอ้างอิง

  • มากคุณค่าน้ำลูกยอ.สภาภรณ์ ปิติพร.2545.
  • อัญชลี จูฑะพุทธิ  ปุณฑริกา ณ พัทลุง  อุไรวรรณ เพิ่มพิพัฒน์  เย็นจิตร เตชะดำรงสิน.  การศึกษาฤทธิ์ต้านอาเจียนของผลยอ. ไทยเภสัชสาร 2539;20(3):195-202.
  • ผลของใบยอและฟ้าทะลายโจรต่อการเปลี่ยนแปลงสีและอัตราการจับกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวในปลาทอง (Carasius auratus.) ชฎาธาร โทนเดียว,2527.
  • วิชัย เอกพลากร  สำรวย ทรัพย์เจริญ ประทุมวรรณ์  แก้วโกมล และคณะ.  การศึกษาทางคลินิกของผลยอในการระงับอาการอาเจียน.  รายงานการวิจัยโครงการสมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน  กระทรวงสาธารณสุข.
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คระเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลูกยอ/ใบยอ น้ำลูกยอและสรรพคุณยอ.พืชเกษตรดอทคอม
  • ยอ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/
  • ยอ.สมุนไพรไทยสรรพคุณสารพัดที่หลายคนมองข้าม.ศูนย์ปฏิบัติการช่างเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุทธิพันธ์ สาระสมบัติ. การพัฒนายาเพิ่มภูมิคุ้มกันจากสมุนไพร: ยอบ้าน (Morinda citrifolia L.). รายงานการวิจัยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2546.
  • Khurana H, Junkrut M, Punjanon T. Analgesic activity and genotoxicity of Morinda citrifolia.  Thai J Pharmacol 2003;25(1):86.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;122/4:36-65.
  • Charoenpiriya A, Phivthong-ngam L, Srichairat S, Chaichantipyuth C, Niwattisaiwong N, Lawanprasert S. Subacute effects of Morinda citrifolia fruit extract on hepatic cytochrome P450 and clinical blood chemistry in rats.  Thai J Pharm Sci 2003;27(suppl):69.
  • Hiramatsu T,Imoto M,Koyano T, Umezawa K.  Induction of normal phenotypes in ras-  transformed cell by damnacanthal from Morinda citrifolia.  Cancer Lett 1993;73(2/3):161-6.
  • Dhawan BN,Patnalk GK, Rastogi RP, et al.  Screening of Indian plant for biological activity. VI.  Indian J Exp Biol 1977;15:208-19.
  • Hirazumi A, Furusawa E.  An immunomodulatory polysacharide-rich substance from the fruit juice of Morinda citrifolia (Noni) with antitomour activity.  Phytother Res 1999;135:380-7.
  • Nakahishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plant preliminary chemical and phramacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;137:882-90.
  • Murakami A, Kondo A, Nahamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K.  Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand and identification of an active constituent, cardamomin, of Boesenbergia pandurata.  Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.



Tags :

3

เห็ดหลินจือ
เข้าใจมะเร็งโรคมะเร็งคืออะไรมีเหตุปัจจัย กลไกลการกำเนิดลักษณะของการเกิดอาการมะเร็ง โรคมะเร็งที่พบย่อยไม่ว่าจะเป็น ปากมดลูกโรคมะเร็งตับ ปอด แล้วจะคุ้มครองปกป้องได้ไหม รักษายังไง
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] โรคมะเร็ง ( Cancer1 ) เจอได้ในทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ทีแรกเกิดไปจนถึงคนวัยแก่ ส่วนมากจะเจอในอายุตั้งแต่ 50 ขึ้นไปส่วนในเด็กพบน้อยกว่าผู้ใหญ่ประมาณ 10 เท่า เดี๋ยวนี้ว่าผู้คนจำนวนมากจะเริ่มหันมาใสหัวใจในสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายเห็ดหลินจือของตนเองกันเพิ่มมากขึ้น แต่เหล่าเชื้อโรคต่างๆก็ปรับปรุงตัวเองขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เรียกว่าเป็นโรคยอดฮิตที่ผู้คนเป็นกันจำนวนไม่ใช่น้อยยิ่งกว่าโรคติดต่อ
โรคมะเร็งคือ โรคของเซลล์ ที่มีการเติบโตอย่างไม่ปกติกลายเป็นก้อนโรคมะเร็งที่สามารถบุกรุง ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงและกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้โรคซึ่ง (เห็ดหลินจือ)โรคซึ่งกำเนิดมีเซลล์เกิดมีเซลล์ผิดปกติในร่างกาย รวมทั้งเซลล์กลุ่มนี้มีการเติบโตเร็วเกินปกติ ร่างกายควบคุมมิได้ ฉะนั้นเซลล์พวกนี้จึงก้าวหน้าขยายรวมทั้งแพร่ได้ทั่วร้างกายทำให้เซลล์ธรรมดาของสมอง ไต กระดูก รวมทั้งไขกระดูก
ต้นสายปลายเหตุและสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
เห็ดหลินจือ-สำหรับปัจจัยที่ทำให้ผู้คนต่างมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งกันมากขึ้นเรื่อยๆเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภายใน คือ
1.ปัจจัยภายนอก
-คนที่ติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  มักเกิดในคนที่ไม่นิยมที่ไม่นิยมกินร้อนช้อนกลาง โดยอาจติดจากทางเรือลายในการรับประทานอาหารร่วมกัน
-การต่อว่าดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ถูกใจทานอาหารแบบดิบๆหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
-คนที่ถูกใจดื่มเครื่องดือแอลกอฮอล์เป็นความรู้สึกนึกคิด แล้วก็คนที่ดูดบุรีเสมอๆ
-ผู้ที่เคยผ่านการฉายรักสีเอกซเรย์
สารอะฟลาทอกซินที่แปดเปื้อนอยู่ในอาหารรวมทั้งเครื่องดื่มที่พวกเรารับประทานกันทุกวี่ทุกวัน โดยยิ่งไปกว่านั้นในพวกพริกแห้ง ถั่ว
-สารก่อโรคมะเร็งในอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ย่างหรือปิ้งจนถึงไหม้เกรียม หรือพื้นที่ทอดโดยใช้น้ำมันซ้ำๆทุกเมื่อเชื่อวัน
-สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่ประยุกต์ใช้สำหรับเพื่อการรักษาอาหารอย่างไนโตซาไม่น ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่นำมาผสมอาร
2.ปัจจัยภายใน
-เห็ดหลินจือมีสาเหตุจากความนึกคิดผิดปกติในร่างกาย ดังเช่น เด็กไม่สมประกอบโดยกำเนิด ซึ้งเป็นความไม่ปกติทางพันธุกรรม
-ร่างกายมีภูมิต้านทานขาดตกบกพร่องหรือขาดสารอาหารบางสิ่ง ยกตัวอย่างเช่น พวกวิตามินเอ หรือ ซี
ซึ่งจะเห็นได้ว่ามะเร็งส่วนมากนั้นมีต้นเหตุมาจากปัจจัยภายใน นั้นหมายความว่าพวกเราสามารถคุ้มครองปกป้องการก่อมะเร็งได้มากพอสมควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำรวมทั้งระเบียบวินัยการเลือกปฎิบัติของพวกเราเป็นหลัก แล้วก็ความรู้ในเรื่องของสารก่อโรคมะเร็งด้วย
เห็ดหลินจือ-ไม่มีอาการเฉพาะโรคมะเร็ง แม้กระนั้นเป็นอาการเช่นเดียวกับการอักเสบเยื่อ/อวัยวะที่เป็นโรคมะเร็ง โดยที่ต่างกันคือมักเป็นอาการที่แย่ลงเรื่อยๆแล้วก็เรื้อรัก ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อมีอาการต่างๆนานเกิน 1 – 2 สัปดาห์ จึงควรรีบเจอแพทย์ เช่นไร ก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเนมะเร็ง ได้
-มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรังไม่หายภายใน 1-2 สัปดาห์ ภายหลังจากการดูแลตัวเองในเบื้องต้น
-มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำเ ชอบแข็งไม่เจ็บ รวมทั้งโตขึ้นเรื่อย
-ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วกว่าปกติ หรือเป็นแผลแตก
-หายใจ กรือ มีกลิ่นปากร้ายแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงแต่ด้านเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้)
-ไอเรื้อรัง เรือ ไอเป็นเลือด
-มีเสมหะ น้ำลาย หรือเสมหะผสมเลือดบ่อย
-คลื่นไส้เป็นเลือด
-เยี่ยวเป็นเลือด
-เยี่ยวบ่อย ขัดลำ ฉี่เล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-อุจจาระเป็นเลือด  มูก หรือเป็นมูกเลือด
-ท้องผูก สลับท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
สมุนไพร เห็ดหลินจือ-มีเลือดออกทางช่องคลอดไม่ปกติ หรือ มีประจำเดือนไม่ปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเลือดหรือข้างหลังมีเซ็กส์ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-ท้องขึ้น ท้องอืด แน่ อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-มีไข้ต่ำๆหาปัจจัยไม่ได้
-มีไข้สูงบ่อย หาปัจจัยไม่ได้
-มีไข้สูงหลายครั้ง หาต้นสายปลายเหตุไม่ได้
-ผอมลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดจากเดิมเป็น 10%
-มีจ้ำช้ำเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงคล้ายไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อยมาก
-ปวดหัวร้ายแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชัก โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-ปวดหลังเรื้อรัง แล้วก็ปวดมากขึ้นเรื่อยๆอาร่วมกับ แขน/โคนขาแรง

สัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่ควรรีบมาเจอหมอ
เห็ดหลินจือ-มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกจากร่างกาย ดังเช่น มีตกขาวมากเกินไป
-มีก้อนเลือดหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่ใดอันดับที่หนึ่งของร่างกายรวมทั้งก้อนนั้นโตเร็วแตกต่างจากปกติ
-มีแผลเรื้อรัง
-มีการอุจจาระ เยี่ยว ไม่ปกติหรือแปรไปจากเดิม
-เสียงแหบ ไอเรื้อรัง
-กลืนของกินลำบาก ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด
สมุนไพร-มีการเปลี่ยนของหูด ไฝ ปาน ดังเช่นว่า โตแตกต่างจากปกติ ควรรีบมาเจอหมอ
รายนามโรคมะเร็งที่มักพบ
1.โรคมะเร็งตับ
2.มะเร็งปอด
3.มะเล็งเม็ดเลือดขาว
4.โรคมะเร็งสมอง
5.มะเร็งปากมดลูก
6.มะเร็งลำไส้
7.มะเร็งกล่องเสียง
8.โรคมะเร็งผิวหนัง
9.โรคมะเร็งรังไข่
10.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
11.โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
12.มะเร็งเต้านม
13.มะเร็งกระเพาะ
14.มะเร็งกระดูก
15.โรคมะเร็งหลอดของกิน
16.มะเล็งลิ้น
17.โรคมะเร็งโพรงปากและก็ลำคอ
18.โรคมะเร็งท่อน้ำดีและก็ถุงน้ำดี
19.มะเร็งหลอดลม
20.มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
21.โรคมะเร็งตับอ่อน
22.โรคมะเร็งไต
23.โรคมะเร็งไทรอย์
24.มะเร็งโรงจมูก
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] จะมองเห็นได้ว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคอันตรายที่สามารถคุ้มครองปกป้องให้ไกลห่างจากโรคมะเร็งได้ ทั้งนี้ข้นอยู่กับพฤติกรรมระเบียบวินัยของทุกคนเป็นหลักว่าจะสามารถข่มใจในอ่อนของกินกินได้มากน้อยเท่าใด เนื่องจากว่าสาเหตุของโรคมะเร็งโดยมากนั้นเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการทานอาหาร พวกเราควรต้องเลือกกินอาหารที่มีแต่คุณประโยชน์แล้วก็คุณค่าทางโภชนาการรวมทั้งความสะอาดโดยไม่มีการแปดเปื้อนของสารเคมีต่างๆเพื่อห่างไหลกลจากโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง

Tags : เพาะเห็ดหลินจือ,เพาะเห็ดหลิน

4

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลเช่นไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน โรคความดันสูง รวมทั้งโรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยยืนยันสรรพคุณได้ในเนื้อหานี้จ้ะ
บทความกลุ่มนี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการค้นคว้ายืนยันจากที่ต่างๆเพื่อให้เพื่อนฝูงได้พินิจด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดิบได้ดีขนาดไหนแล้วก็น่าไว้วางใจเท่าใด ถ้าหากเพื่อนๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไรหรือไม่เข้าใจ บทความในเว็บนี้คนเขียนได้คัดรวมทั้งรวบรวมจากหลายที่แล้วก็เขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อนพ้องๆถูกใจบทความนี้ก็จะเป็นกำลังหัวใจให้นักเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนพ้องอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่สหายๆจะต้องชอบ
ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีปะปน เซลล์ของโรคมะเร็ง รวมทั้งสิ่งปลอมปนอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อสุขภาพเรานั้นเอง ด้วยเหตุนี้ถ้าหากเพื่อนๆมีระบบระเบียบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าหากป่วยก็จะรู้สึกตัวเร็ว แต่ว่าหากระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะเจ็บไข้หลายครั้งแล้วก็เป็นหนักกว่าผู้ที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวนี้แล้วสหายๆคงจะมองเห็นความสำคัญของการมีระบบภูมิต้านทานที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือมาเป็นเวลายาวนานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าทำไมคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ในเวลานี้พวกเราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกรุ๊ป Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถสร้างเสริมภูมิต้านทานให้กับเราได้จริง สารกรุ๊ปดังที่กล่าวมาแล้วสามารถกระตุ้นการผลิต Interleukin แล้วก็ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูเขามคุ้มครองดีและแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต่อต้านวรัส เซลล์ของโรคมะเร็ง รวมทั้งจำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดิบได้ดีขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังช่วยให้ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต่อต้านมะเร็งบางตัวรวมทั้งกระบวนการทำคีโมกดภูมิต้านทานให้มีระบบระเบียบภูมิคุ้มกันดียิ่งขึ้นอีก และก็เห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังที่กล่าวถึงแล้วเป็นกลุ่ม Bitter Triterpenoids
นักค้นคว้าได้ศึกษาค้นพบสารหลายชนิดในสมุนไพร เห็ดหลินจือที่ช่วยลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตหมายถึงGanoderic Acid รวมทั้ง Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 จำพวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เว้นเสียแต่ช่วยลดไขมันในเส้นโลหิตได้แล้ว ยังคุ้มครองป้องกันไม่ให้ไขมันตันเส้นโลหิตได้โดยตรงอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นยังมีสารกลุ่ม Nucleotide ซึ่งสามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นโลหิต และก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัด[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]กับผู้ที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย แล้วก็กระทำการเก็บผลการทดสอบภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอรอลของผู้รับการทดสอบต่ำลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยจากทั่วโลก และก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ นอกเหนือจากช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังเป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น ก็เลยอาจพูดได้ว่า หลักฐานทางคุณลักษณะและก็คุณประโยชน์ซึ่งมาจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานค้นคว้าวิจัยเป็นการทดสอบขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงแต่การทดสอบในผู้ป่วยบางกรุ๊ปเท่านั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง ก็เลยยังคงเป็นประเด็นการค้นคว้าที่ควรปฏิบัติการทดลองถัดไป เพื่อให้ได้สำเร็จลัพ์ที่แจ่มแจ้ง และมีประโยชน์ในวงกว้างต่อการดูแลและรักษาคนป่วยโรคมะเร็งได้ในอนาคต
สภาวะต่อมลูกหมากโต รวมทั้งการเจ็บป่วยในระบบทางเดินเยี่ยว
มีกรรมวิธีการทดสอบหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพร เห็ดหลินจือทดสอบในคนเจ็บเพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีลักษณะอาการเยี่ยวติดขัด หลังการทดสอบกว่า 12 อาทิตย์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ คนป่วยต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลสำหรับเพื่อการวัดปัญหาในระบบทางเดินปัสวะของคนเจ็บจากการตอบคำถาม กลับไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
เพราะฉะนั้น การทดสอบดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่แจ่มแจ้งพอเพียง ควรต้องมีการค้นคว้าทดสอบในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาหลังฐานที่แจ้งชัดสำหรับเพื่อการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาสุขภาพใดๆก็ตามที่เกี่ยว

ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนไข้เบาหวานประเภท 2 ร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะสนับสนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเพื่อการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจืออย่างเดียวกัน โดยหนึ่งในงานค้นคว้าวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้เจ็บป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเสีย หรือท้องผูก
สมุนไพร โดยเหตุนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงคุณภาพของเห็ดหลินจือสำหรับการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองปกป้องและก็การดูแลและรักษาโรคเส้นโลหิตหัวใจถัดไป และให้ได้ความแน่ชัดชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวถึงแล้วเยอะขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อแนวทางการรักษาคุ้มครองป้องกันโรคเส้นโลหิตหัวใจรวมทั้งอาการต่างๆที่เกี่ยวโยงต่อไปในอนาคต

5

ถั่งเช่า
การกินถั่งเช่าอย่างปลอดภัย
แม้กินในระยะเวลาสั้นและจำนวนที่พอดี ถั่งเช่าออกจะมีความปลอดภัย แต่มีข้อควรพิจารณาบางประการ ดังนี้
การเลือกกินสมุนไพรถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมควรที่จะทำการเลือกจากแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้และผ่านกรรมวิธีที่ถูก เนื่องมาจากมีความเป็นไปได้ต่อการแปดเปื้อนสารพิษและสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย
ถั่งเช่าอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย อ้วก หรือปากแห้งในบางราย
การกินถั่งเช่าพร้อมกันกับยาบางชนิด อย่างเช่น ยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด ยายับยั้งการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ หรือคาเฟอีน อาจส่งผลให้ปฏิกิริยาระหว่างยา คนที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางตัวในเวลานั้นควรจะขอคำแนะนำหมอก่อนทุกหน
ก่อนที่จะมีการรับประทานถั่งเช่าในรูปแบบธรรมดาหรืออาหารเสริม ควรปรึกษาหมอหรือผู้ชำนาญเกี่ยวกับปริมาณแล้วก็ระยะเวลาสำหรับเพื่อการกิน เพื่อลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเป็นผลใกล้กันหรือปฏิกิริยาระหว่างยาแล้วก็ร่างกาย
สตรีมีท้องหรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทาน เนื่องมาจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยสำหรับในการรับประทานมากพอเพียง ถ้าเกิดต้องการกินควรจะหารือแพทย์ทุกคราว
ผู้ป่วยในกลุ่มโรคภูเขามิต้านตนเอง ยกตัวอย่างเช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอมเอส โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  ไม่สมควรรับประทาน ด้วยเหตุว่าถั่งเช่าอาจจะส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานร่างกายไวต่อการกระตุ้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ลักษณะของผู้เจ็บป่วยห่วยแตกลง
ถั่งเช่าอาจก่อให้เลือดแข็งตัวช้า คนป่วยภาวการณ์เลือดออกไม่ดีเหมือนปกติอาจมีการเสี่ยงในการกำเนิดเลือดออกได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งผู้เข้ารับการผ่าตัดควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานถั่งเช่าก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างต่ำ 2 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกมากในขณะผ่าตัด
การศึกษาทาวิทยา
จากการศึกษาเล่าเรียนข้างต้นถือว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอต่อการสรุปข้อมูล เนื่องจากว่ายังเป็นการทดสอบการใช้ถั่งเช่าในแบบอย่างการรักษาเสริมควบคู่กับยาหลักที่รักษาโรค ทั้งยังระยะเวลาสำหรับการทดสอบออกจะสั้น กลุ่มคนป่วยเป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว ก็เลยต้องศึกษาเล่าเรียนเพิ่มในอนาคตด้านอื่นๆผู้ดูแลหรือผู้ป่วยควรหารือแพทย์ก่อนที่จะมีการใช้สินค้าสมุนไพรอะไรก็แล้วแต่รวมทั้งถั่งเช่าสำหรับเพื่อการรักษาโรค
ยืดอายุการตายของคนไข้ ถั่งเช่ายังใช้เป็นการรักษาหนทางจากธรรมชาติที่ช่วยยืดอายุผู้เจ็บป่วยโรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆจำนวน 101 คน ทดลองรับประทานถั่งเช่าและก็สารจากธรรมชาติอื่น 11 ประเภท ในปริมาณที่ไม่เหมือนกันเป็นระยะเวลาประมาณ 13 เดือน ข้างหลังถึงกำหนดก็เลยประเมินผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารระบุมะเร็ง รวมทั้งตรวจการดำเนินงานของตับ ผลพบว่า คนป่วยหวานใจษาด้วยการใช้ถั่งเช่าแล้วก็สารจากธรรมชาติ 4 จำพวกหรือมากกว่าขึ้นไป รอดชีวิตนานอย่างชัดเจนกว่าคนป่วยที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 ประเภท และก็ยังไม่เจอผลกระทบ ดังนี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าที่เก็บข้อมูลย้อนหลัง และก็เป็นการเล่าเรียนถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น ก็เลยไม่สามารถที่จะเอามาสรุปผลได้กระจ่าง แต่อาจคอยข้อเกื้อหนุนอื่นเพิ่มเติมอีก เพื่อช่วยรับรองสมรรถนะของถั่งเช่า
โรคไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าสำหรับในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมทั้งโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการเรียนสมรรถนะของการใช้ถั่งเช่าในคนไข้โรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังจำนวน 25 คน ในช่วงเวลา 3 เดือน เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนรวมทั้งหลังการทดสอบ จากการทดสอบพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวหนลิมโฟไซต์ที่บ่งบอกระดับภูมิต้านทานของร่างกายมากขึ้น อาจมีประโยชน์ต่อการดูแลและรักษาพังผืดในตับของคนป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
นอกจากนั้น ยังมีการเรียนสมุนไพรผลจากการรับประทานสารสกัดถั่งเช่าในคนเจ็บโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง จำนวน 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กรุ๊ปแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ครั้งละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง และอีกกลุ่มได้รับยาสมุนไพรประเภทอื่น ทีละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งด้วยเหมือนกัน ผลพบว่า ผู้เจ็บป่วยที่กินสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับลดลงราวๆ 81% แล้วก็การเกิดพังผืดลดน้อยลง 52% แต่ว่ายังมีคนเจ็บอีก 33% ที่ไม่พบความเคลื่อนไหวของการเกิดพังผืดในตับ ก็เลยอาจเป็นหลักฐานที่มั่นใจว่าสมุนไพร ถั่งเช่าบางทีอาจช่วยเพิ่มการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงแล้วก็ความเสี่ยงสำหรับการกำเนิดพังผืดที่ตับ

ดูอย่างไรอันไหนถั่งเช่าเลียนแบบ
สำหรับถั่งเช่าประเทศทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่มีราคาแพง ก็เลยมีการทำเลียนแบบกันมาก เอาเข้าจริงเกิดเรื่องยากมากมายๆที่จะมองออกจำเป็นต้องดูหลายประเภท อย่างไรก็แล้วแต่ทางคร่าวๆก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นต้องเป็นแท่งทรงกลมเป็นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.เพราะว่า ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้จะต้องเป็นหยักๆเรียงกันสวยงามราวกับตัวหนอน
3.ราคาจำเป็นต้องผิดจนเกินความจำเป็น ถ้าหากมีคนใดเสนอขาย ถั่งเช่าให้พวกเราราคาไม่แพงสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าเลียนแบบ
แต่ถ้าเกิดว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลพวกเราก็จะต้องดูว่าได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการอย่างแม่นยำไหม เพราะเหตุว่าถ้าเกิดเป็นของแท้จะมี ถ้าเกิดไม่มีหมายความว่ามีโอการเป็นของเลียนแบบสูงมากมาย หรือเปล่าไม่มีอันตราย
แนวทางทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ และก็แบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-คนไม่ใช่น้อยนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการบด ซึ้งถือเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกทางเท่าไร เนื่องจากคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินงานก้าวหน้าเมื่อถูกความร้อนฉะนั้นควรจะรับประทานแบบที่โนความร้อนดีมากยิ่งกว่าโดยแนวทางที่ออกจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าโดยประมาณ 2-3 ตัว ไปแช่ในน้ำร้อน ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีแล้วจากนั้นจึงค่อยนำน้ำมาดื่มกระทั่งน้ำหมด แล้วให้เพิ่มน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.[url=http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url]แบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูความต้องการเป็นหลักว่า ต้องการทานเพื่อสุขภาพ หรือชี้เฉพาะที่โรคอะไร รวมทั้งทานตามจำนวนที่เหมาะสม อย่างถ้าหากเราอยากทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล เน้นโรคภูมิแพ้แล้วก็อื่นๆทาน ตอนเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานภายหลังอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายหรือกัดกระเพาะ

6

ถั่งเช่า
ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอันดับหนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน ด้วยคุณประโยชน์เยอะแยะที่ได้จากถั่งเช่า จึงทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างชื่นชมให้ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุด ครั้งก่อนหากเอ๋ยถึง ถั่งเช่าคงจะมีไม่ค่อยเป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่ โดยยิ่งไปกว่านั้นคนประเทศไทยอย่างเราๆแม้กระนั้นลองถามปัจจุบันนี้สิจะมีคนใดบ้างที่ไม่รู้ยอดเยี่ยมสมุนไพรชนิดนี้ ด้วยเหตุว่าในขณะนี้ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมมหาศาล และก็แพร่หลายด้วยสรรพคุณมากได้แก่ ช่วยทำนุบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจรวมถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสามารถทางเพศได้อีกด้วย มิหนำซ้าผู้คนมากไม่น้อยเลยทีเดียวยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษาโรคมะเร็งเจริญอีกด้วย
ทานถั่งเช่าได้ผลภายในกี่วัน
-ช่วยรักษาผู้ที่มีลักษณะจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตตัวอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย เป็นต้น
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้อย่างดีเยี่ยม โดยยิ่งไปกว่านั้นนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังมากมายก่ายกอง
-ถั่งเช่า ช่วยเพิ่มสมรรถภาพเพศได้เป็นอย่างดีเพราะเหตุว่า ถั่งเช่านั้นช่วยทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่อวัยวะสืบพันธุ์ได้มากขึ้น-ช่วยทำให้น้ำเชื้อสเปิร์มแข็งแร็ง
-ช่วยลด และก็ต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยับยั้งและชะลอความแก่ได้ รวมถึงซ่อมบำรุงเซลต่างๆที่เสื่อมในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ และก็คุ้มครองปกป้องโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น แล้วก็หัวใจเต้นเร็ว ที่มีต้นเหตุที่เกิดจากโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต
-ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยเพิ่มระดับออกสิเจนในเลือด รวมถึงช่วยให้เลือดมีระบบระเบียบไหลเวียนที่ดีขึ้น
-ถั่งเช่า ช่วยยับยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้ต่อให้เชื้อแบคทีเรียที่ร้ายแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดียิ่งขึ้น ประจำเดือนมาปกติ รวมทั้งยังช่วยทำให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมที่จะมีบุตรเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วย
-ช่วยต้านโรคมะเร็ง ด้วยความที่สารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต้านโรคมะเร็งทำให้ยับยั้งการเป็นวัณโรคโรคมะเร็งได้ รวมทั้งช่วยไม่ให้คนป่วยโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก

แนวทางทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นเราก็ต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ รวมทั้งแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายคนนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือเป็นการกินที่ไม่ค่อยถูกวิธีมากแค่ไหน เนื่องจากว่าคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินงานได้ดิบได้ดีเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุนั้นควรจะกินแบบที่โนความร้อนดีมากยิ่งกว่าโดยแนวทางที่ค่อนข้างจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าราวๆ 2-3 ตัว ไปแช่ในน้ำร้อน ทิ้งเอาไว้ซัก 5 นาทีแล้วจากนั้นจึงค่อยนำน้ำมาดื่มกระทั่งน้ำหมด หลังจากนั้นให้เพิ่มน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.สมุนไพร ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่ต้องการเป็นหลักว่า ต้องการทานเพื่อสุขภาพ หรือระบุที่โรคอะไร และทานตามปริมาณที่สมควร อย่างหากเราอยากได้ทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้าตรู่-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล ย้ำโรคภูมิแพ้แล้วก็อื่นๆทาน เช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานภายหลังของกินหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เป็นอันตรายหรือกัดกระเพาะ
สมุนไพร ถั่งเช่าตัวอย่างงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยในตัวของคน ดังนี้
-จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสามารถทางเพศของเพศชายจากปริมาณแบบอย่างทั้งหมดทั้งปวง 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำเชื้อของผู้ชายจากกลุ่มทดลองได้ถึง33%รวมทั้งยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ ไหมธรรมดาลงในเชื้ออสุจิของผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่าง29%จากการที่แค่ให้เพศชายจากกลุ่มตัวอย่างนี้กิน ถั่งเช่าแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างตัวอย่างร่วมกันที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ เป็นมีการให้กลุ่มทดลองทั้งสิ้นศ เป็นมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งปวงศชาย แล้วก็ผู้หญิงปริมาณ 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศน้อยลงได้ทดลองกิน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มทดลองทั้งปวงศชาย แล้ผู้หญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่มากขึ้นได้ถึง 66%
-จากการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยไม่เหมือนกับกรุ๊ปที่ยังคงรักษาด้วยยาแผนปัจุบันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลเพียงแค่ได้เพียง 54 % เท่านั้น
ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่ดีที่สุด?
ถั่งเช่ามีมากมายหลายแบบ มากมายสายพันธุ์ และจากหลายพื้อที่ แบบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และแบบที่เกิดขึ้นจากแนวทางการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็คงจะต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ประเทศทิเบต มูลเหตุก็เพราะเหตุว่าหายาก แต่ว่าในตอนนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบแล้วก็พบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับเพื่อการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทอง(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากกว่าถั่งเช่าทิเบตหลายเท่า นอกจากนี้การที่เห็ดถั่งเช่าสีทองสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนและโลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายยิ่งกว่า[url=http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url]ประเทศทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
เกรดของถั่งเช่า
นอกเหนือจากถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่เจอในปัจจุบันและตามตลาดก็จะมี 2 เกรดด้วยกันดังนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAAเป็นถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีสาระ และก็สารอาหารมากมายว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมทั้งเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน แล้วก็ถูกเก็บมาในช่วงเวลาที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aเป็นถั่งเช่าที่มีคุณสมบัติแทบเสมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกอย่าง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเท่านั้นเอง
เว้นแต่ถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแม้กระนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบในท้องตลาด ที่นิยมก็มีแค่ 2 เกรดหลักๆเพียงแค่นั้น เพื่อให้มีความปลอดภัยพวกเราควรซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน หรือร้านค้าที่ได้รับความนิยมกับคนทั่วไป ทั้งนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความสบายใจแล้วก็จะได้ผิดหลอกให้ซื้อของเลียนแบบนั้นเอง

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

7
ตะไคร้
ชื่อสมุนไพร ตะไคร้
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น จักไคร (ภาคเหนือ) , คาหอม (ไทใหญ่แม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต้) , สิงไคร , หัวสิงไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชิดเกรย , เหลอะเกรย (เขมร)
ชื่อสามัญ Lemon grass, West Indian lemongrass , Sweet rush
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf
ตระกูล   GRAMINEAE
ถิ่นกำเนิด ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนประเทศไทยพวกเรามาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะตะไคร้เป็นพืชที่มีบ้านเกิดในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย อย่างเช่น ไทย , เมียนมาร์ , ลาว , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , อินเดียว , ศรีลังกา เป็นต้นและยังสามารถเจอได้ในประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ เช่นกัน โดยธรรมดา ตะไคร้จัดเป็นพืชล้มลุกเชื้อสายหญ้ารวมทั้งสามารถแบ่งได้เป็น 6 จำพวก ดังเช่นว่า ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และก็ตะไคร้หางสิงห์
ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นพืชล้มลุกสกุลเดียวกับต้นหญ้า มักแก่มากกว่า 1 ปี (ขึ้นอยู่กับต้นสายปลายเหตุทางสิ่งแวดล้อม)ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (รวมถึงใบ) ส่วนของลำต้นที่พวกเราแลเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มห่อหนา ผิวเรียบ และมีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนบางส่วน และค่อยๆเรียวเล็กลงเปลี่ยนเป็นส่วนของใบ ศูนย์กลางเป็นปล้องแข็ง ส่วนนี้สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และชนิด แล้วก็เป็นส่วนที่ประยุกต์ใช้สำหรับเข้าครัว ใบตะไคร้ประกอบด้วย 3 ส่วนหมายถึงก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อระหว่างกาบใบ และก็ใบ) และใบ  ใบตะไคร้ เป็นใบผู้เดียว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ รวมทั้งมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ แต่คม กึ่งกลางใบมีเส้นกลางเรือใบแข็ง สีขาวอมเทา มองเห็นต่างกับแผ่นใบแจ่มกระจ่าง ใบกว้างราวๆ 2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร  ตะไคร้เป็นพืชที่ออกดอกยาก ก็เลยไม่ค่อยพบเห็น ดอกตะไคร้ดอกจะมีดอกเป็นช่อกระจาย มีก้านช่อดอกยาว และก็มีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบประดับรองรับ มีกลิ่นหอมหวน ดอกมีขนาดใหญ่เหมือนดอกอ้อ
การขยายพันธุ์ ตะไคร้สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ เอามาปักชำไว้สักหนึ่งสัปดาห์ก็จะมีรากผลิออกออกมา และจากนั้นจึงนำไปลงแปลงดินที่เตรียมไว้  สำหรับวิธีการปลูกตะไคร้มีดังนี้

  • การเตรียมดิน ตะไคร้ถูกใจดินที่ร่วนซุย ให้ไถกลับดินและไถพรวนลึกประมาณ 0.5 เมตร แล้วทำหลุม แต่ละหลุมห่างกันราวๆ 0.5 เมตร
  • ลงต้นชนิดหลุมละ 3 ต้น กลบดินให้พอเพียงมิดรากตะไคร้โดยประมาณ 10 เซนติเมตร
  • ระยะแรกรดน้ำทุกๆวัน แต่ระวังอย่าให้น้ำเข้าไส้ตะไคร้เวลารดน้ำให้รดทีโคนต้นตะไคร้แค่นั้น มิฉะนั้นต้นตะไคร้จะเน่าห้ามใช้สปริงเกอร์เด็ดขาดจะต้องให้น้ำที่โคนเพียงแค่นั้น
  • ในช่วง 3 วันแรกที่ปลูกให้พรางแสงอาทิตย์ให้ตะไคร้ด้วย ภายหลังตะไคร้ปรับนิสัยได้แล้วให้เอาสิ่งของอำพรางแสงออกด้วยเหตุว่าธรรมชาติของตะไคร้ชอบแดด แล้วก็เติบโตเจริญในที่ที่มีแสงสว่างแรง
  • เมื่อผ่านไป 1 เดือนตะไคร้จะเริ่มตั้งกอ ให้พินิจที่ต้น ถ้าหากต้นเจริญวัยดี ลำต้นจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1.5-2 ซม.ก็สามารถตัดไปใช้หรือขายได้ การตัดตะไคร้ให้ตัดติดกก แต่ว่าอย่าให้สั่นสะเทือนรากที่อยู่ในดินเพราะตะไคร้สามารถแตกขึ้นมาตั้งกอได้อีก ไม่จำเป็นต้องไปหาต้นจำพวกมาปลูกใหม่แทน
  • เมื่อตัดควรจะตัดให้หมดกอ เพื่อต้นตะไคร้ที่แตกใหม่จะได้เติบโตได้เต็มที่
  • ข้างหลัง จากตัดแล้วตะไคร้จะตั้งกอใหม่ภายในเวลา 1-2 เดือนเมื่อตะไคร้โตสุดกำลังและก็สามารถตัดได้อีกเรื่อยไปจนกว่าต้นจะโทรม หรือ ตะไคร้ไม่แตกขึ้นมาอีก


ตะไคร้ชอบดินซึ่งร่วนซุย แต่ก็สามารถก้าวหน้าได้ในดินแทบทุกจำพวกเป็นพืชที่ดูแลง่ายชอบน้ำชอบแดดจ้า เป็นพืชทนแล้งเจริญ รวมทั้งเป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี (คงจะมีต้นเหตุที่เกิดจากการที่ตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยในทุกๆส่วนก็เลยสามารถคุ้มครองจากแมลงต่างๆได้)
ส่วนประกอบทางเคมี
เจอสาร  citral 80% นอกเหนือจากนี้ยังพบ trans – isocitral , geranial, nerol, geraniol, myrcene, limonene, eugenol, linalool, menthol, nerolidol, camphor, farnesol, citronellol,
ที่มา : wikipedia
citronellal, farnesol , caryophyllene oxide ส่วนในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้เป็นmenthol, cineole, camphor และ linalool ก็เลยลดอาการแน่นจุกเสียด  และช่วยขับลม  นอกเหนือจากนั้นมี citral, citronellol, geraneol และก็ cineole มีฤทธิ์ยั้งการเติบโตของแบคทีเรียตัวอย่างเช่น E. coli   ส่วนค่าทางโภชนาการของตะไคร้มีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

  • พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 1.2 กรัม
  • ไขมัน 2.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
  • เส้นใย 4.2 กรัม
  • แคลเซียม 35 มก.
  • ฟอสฟอรัส 30 มก.
  • เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.05 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม
  • ไนอาสิน 2.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 1 มิลลิกรัม
  • เถ้า 1.4 กรัม


ที่มา: กองโภชนาการ (2544)
ผลดี / คุณประโยชน์ ใช้ส่วนของเหง้า ลำต้นแล้วก็ใบของตะไคร้ เป็นองค์ประกอบของอาหารที่สำคัญหลากหลายประเภทเช่น ต้มยำ รวมทั้งอาหารไทยหลายแบบ รวมทั้งใช้เป็นเครื่องเทศทำอาหารสำหรับขจัดกลิ่นคาว ช่วยให้ของกินมีกลิ่นหอมหวน แล้วก็เปลี่ยนแปลงรสให้น่าอร่อยมากยิ่งขึ้น สามารถนำมาใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้หิวได้อย่างดีเยี่ยม  สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายประเภท ได้แก่ เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม นำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น
น้ำมันตะไคร้ (น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดตะไคร้)
– ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม
– ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม
– ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องแต่งหน้า
– ใช้ทานวด แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
– ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อป้องกัน ยุง และแมลง
– ใช้เป็นส่วนประกอบของสารคุ้มครองปกป้อง รวมทั้งกำจัดแมลง
ส่วนคุณประโยชน์ของทางยาของตะไคร้นั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย: ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด  แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินเยี่ยว แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันโลหิต เหง้า แก้ไม่อยากกินอาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ฉี่ขัด แก้เยี่ยวพิการ แก้นิ่ว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับประจำเดือน ขับระดูขาว ใช้ภายนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ
           ตำราเรียนยาประจำถิ่นอีสาน : ใช้ต้น ลดไข้ โดยเอามาต้มจนถึงเดือดโดยประมาณ 10 นาที ชูลงดื่มครั้งละครึ่งแก้วสามเวลา ใช้ภายนอกรักษาโรคผิวหนังโดยต้มกับน้ำรวมทั้งนำมาอาบ
           ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาอาการบวมในเด็ก วัยกลางคน แล้วก็คนวัยชรา โดยในตำรับประกอบด้วยตะไคร้ และสมุนไพรอื่นอีก 13 ประเภท นำไปต้มอาบ
           ทางสุคนธบำบัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว มีชีวิตชีวา ทำให้ขมีขมัน ผ่อนคลายความเคลียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยสำหรับในการย่อยของกิน ช่วยเจริญอาหาร บรรเทาอาการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ
ส่วนสรรพคุณด้านการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้มีการทำการค้นคว้าทางคลินิกผลปรากฏว่า น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดลงได้และก็พบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้งานในกรุ๊ปผู้ถูกทดลอง ยังคงต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกลิ่นแรงรวมทั้งรสจากตะไคร้เพิ่มอีกถัดไป แล้วก็ในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการดูแลและรักษาคนป่วยโรคเกลื้อนอยู่ที่ประมาณ 60% ในช่วงเวลาที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงกว่า คือ อยู่ที่ 80%  และก็มีการทดลองคุณภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดสอบ แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในรอบๆที่มีตัวริ้นประเภท Culicoides Pachymerus อยู่อย่างมาก โดยทดสอบบ่อยๆ10 ครั้ง เพื่อทดลองประสิทธิผลทางการปกป้องภายใน 3-6 ชั่วโมง ผลของการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันภัยริ้นประเภทนี้ได้สูงสุดถึงราว 5 ชั่วโมง  ส่วนการทดสอบถึงประสิทธิภาพของตะไคร้สำหรับเพื่อการป้องกันยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดสอบผู้ชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิภาพในการปกป้องยุงได้ยาวนานที่ราว 3 ชั่วโมง  ส่วนในประเด็นการกำจัดรังแคนั้น มีงานทดลองหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนผสมในสินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และก็ 15% โดยมีอาสาสมัครทดลองเป็นคนไทยในวัย 20-60 ปี ปริมาณ 30 คน ผลการทดลองพบว่า สินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดปริมาณรังแคลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในสินค้าที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ใช้รักษาอาการขัดเบา    เหง้ารวมทั้งลำต้นสด   หรือแห้ง  1  กำมือ  หรือน้ำหนักสด  40-60  กรัม  แห้ง  20-30  กรัม  ตีต้มกับน้ำพอเหมาะ  แบ่งดื่ม  3  ครั้งๆละ  1  ถ้วยชา (75  ไม่ลิลิตร) ก่อนรับประทานอาหาร  หรือจะหั่นตะไคร้  คั่วด้วยไฟอ่อนๆเพียงพอเหลือง  ชงด้วยน้ำเดือด  ปิดฝาทิ้งเอาไว้  5-10  นาที  ดื่มแต่น้ำ 3 ครั้ง ทีละ  1  ถ้วยชา  ก่อนที่จะรับประทานอาหาร                     
ใช้รักษาท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด   ใช้เหง้าและลำต้นสด  1  กำมือ  น้ำหนัก  40-60  กรัม  ทุบพอเพียงแตก  ต้มกับน้ำ  2  ถ้วยแก้ว  เดือด  5-10  นาที  ดื่มแต่ว่าน้ำ  ทีละ  1/2  แก้ว  วันละ  3  คราวหน้าอาหาร     
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)

  • นำตะไคร้อีกทั้งต้นแล้วก็รากจำนวน 5 ต้น สับเป็นท่อน ต้มกับเกลือ เพิ่มเติมน้ำสุก 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มทีละ 1 ถ้วยแก้ว ต่อเนื่องกัน 3 วัน จะหายปวดท้อง
  • นำลำต้นแก่ใหม่ๆตีพอเพียงแหลกราวๆ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำ


                ใช้รักษาอาการแฮงค์ ใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำกินแก้อาการเมาในกรณีคนที่เมามากๆช่วยทำให้หายเร็ว
การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ช่วยขับลม น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้จึงลดอาการแน่นจุกเสียดได้
  • ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียสาเหตุอาการแน่นจุกเสียดรวมทั้งท้องเดิน เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (ความเข้มข้นร้อยละ 0.3) มาทดลอง พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องเดินได้ปานกลาง   มีการปรับปรุงสูตรตำรับเจล ล้างมือจากน้ำมันตะไคร้สำหรับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องเดิน พบว่าตำรับที่มีประสิทธิภาพสำหรับการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวข้างต้นได้ดีที่สุดหมายถึงตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้จำนวนร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก และก็มีการจดสิทธิบัตรสำหรับสารสกัดตะไคร้ที่เป็นส่วนผสมในยา ของกิน หรือเครื่องสำอาง โดยกล่าวว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้
  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา สารสกัดด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถต้านทานเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง ตัวอย่างเช่น ขี้กลาก โรคเกลื้อน ได้  โดยน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral รวมทั้ง myrcene เป็นส่วนประกอบหลักจะมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งเมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปปรับปรุงเป็นครีมต่อต้านเชื้อราพบว่าที่ความเข้มข้นร้อยละ 2.5 แล้วก็ 3.0 จะให้ผลต้านเชื้อราได้ดิบได้ดีที่สุดแล้วก็เหมาะที่จะพัฒนาเป็นตำรับยาต่อไป


เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย และก็สารสกัดด้วยเฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, เอทานอล รวมทั้งน้ำ มาทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยรวมทั้งสารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนสามารถต่อต้านเชื้อราได้ทุกชนิด  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราได้น้อย ในขณะที่สารสกัดด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา และจากผลของการทดสอบยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย รวมทั้งในสารสกัดด้วยเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราเจริญ คือ สาร citral
                 มีการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ตะไคร้ในรูปของ emulsion รวมทั้ง nanocapsule ที่มีน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา E.  floccosum, Microsporum canis และก็  T.  rubrum โดยไปยั้งการเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังที่กล่าวมาแล้ว

  • ฤทธิ์ต้านทานยีสต์ สารสกัดด้วยเอทานอล รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้สามารถต้านทานยีสต์ Candida albicans ได้
  • ฤทธิ์แก้ปวด พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถทุเลาลักษณะของการปวดได้เมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดความเจ็บด้วยความร้อน  หรือหากป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเหมือนเดิมทางปากจะสามารถทุเลาลักษณะของการปวดได้เมื่อเทียบกับยา meperidine


ชาชงตะไคร้ เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์กินตรงเวลา 30 นาที ก่อนจะรั้งนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 ไมโครกรัม/อุ้งเท้า  หรือด้วยสาร prostaglandin E2  แล้วก็ dibutyryl cyclic AMP พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดจากการที่ถูกรั้งนำด้วยสารคาราจีแนน รวมทั้ง prostaglandin E2 ได้  แต่ว่าไม่ได้เรื่องถ้าเกิดเหนี่ยวนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP  นอกจากนั้นน้ำมันหอมระเหยตะไคร้  และสาร myrcene เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดลักษณะของการปวดด้วย prostaglandin E2  พบว่าสามารถยั้งลักษณะของการปวดได้

  • ฤทธิ์ลดไข้ เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20 มล./กก. ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของหนูขาว แต่เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูขาวในขนาด 40.0 มิลลิลิตร/กิโลกรัม พบว่าลดอุณหภูมิของหนูขาวได้อย่างมีนัยสำคัญ (p< 0.05) (2) เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20-40 มล./กก. ทุกวี่ทุกวันตรงเวลา 8 อาทิตย์ พบว่าไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิกายของหนูขาว
  • ฤทธิ์ขับน้ำดี ตะไคร้มีสารช่วยสำหรับการขับน้ำดีมาช่วยสำหรับการย่อยหมายถึงborneol, fenchone และก็ cineole
  • ฤทธิ์ขับลม ยาชงตะไคร้เมื่อให้รับประทานไม่เป็นผลขับลม แต่หากให้โดยฉีดทางท้องจะให้ผลดี


เมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากใบเข้ากระเพาะ หรือฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ขนาด 10, 50, 100 มิลลิกรัม/กก. พบว่าสามารถทุเลาลักษณะของการปวดได้ รวมทั้งเมื่อกรอก    น้ำมันหอมระเหยจากใบ เข้าภายในกระเพาะอาหารหนูขาว ขนาด 20% พบว่ามีฤทธิ์บรรเทาลักษณะของการปวดที่เหนี่ยวนำด้วย carageenan หรือ PGE2 แต่ไม่เป็นผลในหนูที่ทำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP ซึ่งสารออกฤทธิ์เป็นmyrcene (1) ยิ่งไปกว่านี้เมื่อกรอกสารสกัดเอทานอล 95% จากใบสด เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 1 ก./กก. พบว่าไม่สามารถที่จะบรรเทาลักษณะของการปวดได้
การเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษรวมทั้งการทดลองความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากยิ่งกว่า 5 ก./กิโลกรัม ส่วนพิษในหนูขาวไม่แน่ชัด และเมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์และก็น้ำ (1:1) ขนาด 460 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เข้ากระเพาะหนูถีบจักร พบว่ามีพิษ แม้กระนั้นสารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กิโลกรัม เมื่อให้ทางปากไม่พบพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว มีผู้ศึกษาเล่าเรียนพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD เท่ากับ 6.9 การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 2 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ
          การศึกษาพิษรุนแรงของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm ตรงเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกลุ่มที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากรุ๊ปควบคุม แม้กระนั้นค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 และก็ TA100 มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคกรัม/จานเพาะเชื้อ มาทดลองกับ S. typhimurium TA98 รวมทั้งเมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (โค ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 รวมทั้ง 16 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ ทดลองกับ S. typhimurium TA98 แล้วก็ TA100 ไม่เจอฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และก็สารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) แล้วก็ M-45 (Rec-) ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มิลลิกรัม/ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (16) และ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่พบพิษเช่นเดียวกัน
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia รวมทั้งน้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคกรัม/มล. แต่เมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคกรัม/มล. ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388),FA   ( murine ascites mammary carcinoma FM3A ) แต่ว่าสารสกัดหยาบคายแสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคกรัม/ มล. ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง CA-9KB แต่ว่าในขนาด 20 มคก./ มล. ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI
มีผู้ทดลองพิษของชาที่จัดเตรียมจากตะไคร้พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงกินชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือกินวันละครั้งตรงเวลา 2 สัปดาห์ ไม่เจอการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเลือด เม็ดเลือดและฉี่ มีบางรายแค่นั้นที่มีปริมาณใบเสร็จรับเงินลิรูบิน แล้วก็ amylase สูงมากขึ้น ก็เลยถือว่าปลอดภัย ส่วนน้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้จำนวนร้อยละ 0.8 พบว่ามีลักษณะแพ้ แม้กระนั้นการแพ้นี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสารอื่นได้ แล้วก็มีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมปอดเมื่อดมน้ำมันตะไคร้
คำแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อเป้าประสงค์ทางการรักษาโรค อาจจะไม่เป็นอันตรายถ้าหากใช้ตะไคร้ในช่วงสั้นๆภายใต้การดูแลแล้วก็ข้อแนะนำจากหมอ
  • การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจจะส่งผลให้เป็นผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายและก็เป็นพิษต่อสุขภาพร่างกายได้ในคนเจ็บบางราย ดังเช่นว่า ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
  • ปรึกษาแพทย์ เภสัชกร และเรียนรู้ข้อมูลบนฉลากอย่างถี่ถ้วนก่อนใช้สินค้าใดๆที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อหลบหลีกการเกิดผลกระทบที่บางทีอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหลังการบริโภค
  • ระวังการใช้ตะไคร้แล้วก็สินค้าจากตะไคร้ในผู้ที่เป็นต้อหิน (glaucoma) ด้วยเหตุว่า citral จะก่อให้ความดันในดวงตาเพิ่มขึ้น
เอกสารอ้างอิง

  • ตะไคร้.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ฉบับประชาชนทั่วไป.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ตะไคร้แกง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P.  Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass.  The 11th   Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 1993.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • Carlini EA, Contar JDDP, Silva-Filho AR, Solveira-Filho NG, Frochtengarten ML, Bueno,OFA. Pharmacology of  lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of teas prepared from the leaves on laboratory animals.  J  Ethnopharmacol 1986;17(1):37-64.
  • ตะไคร้สรรพคุณประโยชน์กับบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Lemongrass oil West Indian.  Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
  • กาญจนา ขยัน,การอบแห้งตะไคร้ด้วยเทคนิคการให้ความร้อนแบบไดอิเล็กตริกโดยใช้เครื่องอบไมโครเวฟที่ควบคุมอุณหภูมิได้.
  • Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T.  Antimutagenicity of   lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay.  Mutat Res   1994;341(1):71-5.
  • ตะไคร้ใบตะไคร้ประโยชน์และสรรพคุณตะไคร้.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทย.
  • Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass  (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of daily two month administration in male and female rats and in  offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
  • Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI.  Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the  estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts.   Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
  • ตะไคร้.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells   in vitro.  Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
  • Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, et al. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea.  J  Ethnopharmacol 1991;34(1):43-8.   
  • Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils.  Pharmazie 1959;14:435-45.
  • Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their   mutagenic/toxicological evaluations.  J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
  • Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony   and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy.  Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
  • Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs   treated with nitrite.  Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
  • Costa M, Di Stasi LC, Kirizawa M, et al. Screening in mice of some medicinal plants used for analgesic purposes  in the state of Sao Paulo.  J Ethnopharmacol 1989;27(1/2):25-33.
  • Mishra AK, Kishore N, Dubey NK, Chansouria JPN. An evaluation of the tox

8

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว ผู้หญิงที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่ข้างหลัง ผิวมัน ขนดก
เพศหญิงที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนตอบแทนในเพศหญิงวัยหมดระดู
สาวชนิด 2 ที่อยากเพิ่มความเป็นหญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผ่องใส ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เนื่องจาก กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ เหมือนฮอร์โมนเพศหญิงที่บริเวณทรวงอกของผู้หญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่ดังนั้นเมื่อรับประทานกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับบริเวณที่มีตัวรับพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะหญิง เป็นเหตุให้เกิดขายกวาวเครือขาว การสั่งสมไขมัน และน้ำมากขึ้น ในรอบๆนั้น รวมทั้ง ทำให้กระชับได้รูป รวมทั้งพบว่า การกินตลอดขั้นต่ำ 5 ข้างขึ้นไป เซลล์ไขมันรวมทั้งกล้ามกินทรวงอกจะต่ำลงน้อยมาก ทั้งที่ รีเซปเตอร์รอบๆเต้านมสตรีจะมีแตกต่างกันในแม้กระนั้นละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มากมาย น้อย ไม่เหมือนกัน รวมทั้ง จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เพียงแค่นั้นซึ่งในตอนนี้กวาวเครือขาวในแบบขายกวาวเครือขาวกิน ได้จริง และจะต้องเป็นของแท้ และก็ใหม่สดจริง แค่นั้น แก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลียของร่างกาย ทำให้นอนสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยบำรุงสมอง ช่วยทำให้ความจำดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่ซูบซีด เมื่อกินกวาวเครือขาวจะช่วยให้มองอ้วนบริบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว[/url] สามารถช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดเมื่อยล้าตามร่างกายมีส่วนช่วยลดแล้วก็รักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกช่วงเวลากลางคืน)สำหรับคนที่เคยมีลูกแล้วจะช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้น และช่วยลดปัญหาท้อง บั้นท้าย ต้นขาลายได้สำหรับคนที่มีบุตรยาก มั่นใจว่าจะมีผลให้มีลูกง่ายขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีคุณภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ตอบแทนฮอร์โมนผู้หญิงในวัยหมดระดูได้ รวมทั้งมีทิศทางว่าจะใช้ประโยชน์ขายส่งกวาวเครือขาวและรักษาอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเหตุว่าศึกษาค้นคว้าพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือนำไปสู่การงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำรายาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสลด แล้วก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสลดจุกคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องร่วงท้องเสีย รักษาโรคท้องมาน เมล็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ และก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายหนังสือเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด รู้ผายธาตุ ทราบระบายทราบอุจจาระ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสมหะ ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ่ายอุจจาระ ทราบถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด คลื่นไส้ แก้สะอึก แก้หืดไอ แก้ท้องเสียเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมล้างคอแก้เจ็บคอ เม็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
คุณประโยชน์เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ มีสารที่ส่งผลต่อการบำบัดรักษาโรคหลายชนิด แบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ๆเป็น สารชนิดที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% แล้วก็สาระเหย 5% มีสาระสำคัญตัวอย่างเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมทั้งวิตามินรวมทั้งธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูมิต้านทานทางโรค ต้านมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายเนื่องจากมีความปลอดภัยสูง โพลีแซคค้างไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมลักษณะการทำงานของร่างกาย เป็นกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ต้านมะเร็ง คุ้มครองป้องกันการลุกลามของเซลล์ของมะเร็ง ช่วยทำให้ปรับปรุงรูปแบบการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดสารพิษ แม้กระนั้นเนื่องมาจาก polysaccharide มีส่วนประกอบที่ซับซ้อนอาจทำให้ย่อยยากควรต้องกินวิตามินซีหรือของกินที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการซึมซับสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีประโยชน์ต่อสภาพทางด้านร่างกายดังนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษามะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของเลือดดียิ่งขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


ตรีเทอร์ไต่อยด์ (Tritepenoids) เป็นประโยชน์ต่อสภาพร่างกายดังนี้

  • ต้านมะเร็ง 4. ลดวัวเลสเตอรอคอยล ปรับไขมันในร่างกายให้ธรรมดา
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ 5. เสริมสร้างระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารให้
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นแนวทางการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดและก็คุ้มครองปกป้องการ
ตันของไขมันภายในเส้นโลหิต
คุณประโยชน์ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนเล็กน้อย ใช้ละลายเสมหะ, แก้เวียนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกเย็นมีกลิ่นแรง ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุ,ลดการต่อว่าเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์แก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง สามารถคุ้มครองผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดน้อย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดแล้วก็ตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้ลักษณะของการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อยยุ่ย แผลเน่า ช่วยแก้ลักษณะของการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของเม็กซิโก เคยใช้ดอกรวมทั้งใบต้มน้ำกินใช้ขับลมและขับฉี่  ในประเทศอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดรวมทั้งแก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้อาการปวดตามข้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมความสามารถทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยทำให้สเปิร์มแข็งแรก เหตุเพราะการกินถั่งเช่าจะนำมาซึ่งการทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์เพิ่มมากขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในสเปิร์มได้ โดยจากการเล่าเรียนในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในสเปิร์มมากขึ้น 33% ทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% แล้วก็เมื่อศึกษาเพิ่มก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความปรารถนาทางเพศได้ 66 – 86% อีกทั้งยังมีคุณสมบัติสำหรับในการปกป้องแล้วก็สร้างเสริมแนวทางการทำงานของต่อมหมวกไต และก็เพิ่มช่องทางที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยปรับให้รูปแบบการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกซิเจน แล้วก็เพิ่มออกสิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมแนวทางการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยปรับให้ปรุงรูปแบบการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้เป็นปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันมากเพิ่มขึ้นต้านมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับการต่อต้านโรคมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความจำเป็นสำหรับเพื่อการต่อต้านการเกิดมะเร็ง คุ้มครองป้องกันการเกิดแล้วก็การแพร่ระบาดของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล รวมทั้งตรีกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูรูปแบบการทำงานของไต สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง และก็ทำให้สุขภาพไตดีขึ้น ทั้งยังยังลดความย่ำแย่ของไตที่เกิดจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างแนวทางการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากพิษ และก็คุ้มครองการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพลักษณะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความหลีกเลี่ยงสำหรับการกำเนิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกผลิตในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกจำพวกที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
คุณประโยชน์ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด ตำราเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการเมนส์มาแตกต่างจากปกติ , เจ็บท้องระหว่างมีระดู ตกขาว ขับน้ำคร่ำ แก้ธาตุพิการของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยเหล้า กินทีละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้ปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่เข้าทาง ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อสภาพร่างกาย รวมทั้งมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ รวมทั้งดื่มเป็นประจำตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้โรคไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ คุ้มครองปกป้องโรคมะเร็งชนิดต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล แล้วก็ต้านทานการอักเสบของแผล ถ้าเป็นแผลด้านในจะใช้การต้มน้ำกิน ถ้าเกิดเป็นแผลข้างนอกบางทีอาจใช้ทั้งการต้มน้ำ ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นกรรมวิธีการสร้างเซลล์ใหม่ และก็การบูรณะเซลล์ที่ผุกร่อนหรือเซลล์บาดแผล ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแลดูแจ่มใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง แล้วก็ช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายส่งกวาวเครือขาว

9

สมุนไพรรสสุคนธ์แดง
รสสุคนธ์แดง Tetracera indica (Christm. et Panz.) Merr.
บางถิ่นเรียก รสสุคนธ์แดง (จ.กรุงเทพฯ) เครือปดโป้ (ชุมพร) เถาอรคนธ์ (กลาง) โป้ปดลื่น (ยะลา จังหวัดปัตตานี) บริเวณปดโป้ (ใต้) เขตเปล้า (ตรัง) อรคนธ์ (จังหวัดกรุงเทพมหานคร).
   ไม้เถา เนื้อแข็งขนาดกึ่งกลาง. ใบ เป็นใบผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปไข่ปนรูปหอก รี ขอบขนาน หรือ รูปไข่กลับ ปลายใบแหลม หรือ มน ปลายสุดเป็นติ่งแหลม ขอบของใบหยักเล็กๆและมีติ่งแหลมเล็กๆยื่นออกไปเช่นเดียวกับปลายใบ โคนใบมน หรือ สอบแคบ ใบกว้าง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 5-12.5 ซึม เส้นใบมี 6-11 คู่ ใบสะอาดทางข้างบน มีขนตามเส้นใบทางข้างล่าง. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ และก็ที่ยอด ช่อยอด 2.5-5 ซม. มีดอกช่อละ 5-6 ดอก กลิ่นหอมยวนใจ กลีบรองกลีบดอกไม้ 4-5 กลีบ รูปไข่กลับ ภายในหมดจด ปลายกลีบมักมีสีแดง กลีบดอก 4-5 กลีบ รูปไข่กลับ ด้านในสะอาด ปลายกลีบมักมีสีแดง กลีบดอกไม้ 4-5 กลีบ รูปไข่กลับ ปลายกลีบมน หรือ หยักเว้านิดหน่อย ยาว 8-10 มม. สีขาว หรือ ขาวคละเคล้าชมพู เกสรผู้รูปกระบองยาว เป็นจำนวนมาก เกลี้ยง ปลายสีชมพูเข้ม รังไข่รูปไข่ หลอดท่อรังไข่ยาวเล็ก. ผล ดอกหนึ่งๆเมื่อเจริญก้าวหน้าไปได้ผลแล้ว จะให้ผล 1-4 ผล ไม่ติดกัน ผลเป็นรูปไข่ ปลายแหลมเป็นควรอย ผิวเนียนเป็นเงา หรือ มีขนน้อย ผลอ่อนสีเขียว สุกสีน้ำตาลปนแดง.

นิเวศน์วิทยา
: เกิดตามท้องทุ่ง ป่าละเมาะ แล้วก็ป่าเบญจพรรณทางภาคใต้.
สรรพคุณ : ต้น น้ำต้มอีกทั้งต้น กินแก้อาการแท้งลูกข้างในปอด และก็ใช้อมล้างคอ แก้แผลในปาก ใบ แล้วก็ราก ตำเป็นยาพอกผิวหนัง แก้ผื่นคัน ดอก เข้ายาหอมเป็นยาบำรุงหัวใจ

Tags : สมุนไพร

10

สมุนไพรรสสุคนธ์
รสสุคนธ์ Tetracera loureiri (Fin. & Gagnep.) Pierre ex Craib
บางถิ่นเรียก รสสุคนธ์ มะตาดเครือ รสสุคนธ์ขาว เครื่องหอม เสาวรส (จังหวัดกรุงเทพ) เถากะโป้ปดใบเลื่อม (ประจวบคีรีขันธ์) บอผสม อรคนธ์ (ตรัง) โป้ปดคาย โกหกเลื่อน (สุราษฎร์) โป้ปดน้ำมัน (ปัตตานี) ปะละ สะปัลละ (มลายู-จังหวัดนราธิวาส) ย่านปด (นครศรีธรรมราช).
ไม้เถา เนื้อแข็งขนาดกลาง. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปรี กว้าง 4-7 เซนติเมตร ยาว 7-16 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบของใบจะ โคนใบเรียวแหลม เส้นใบมี 7-10 คู่ เรียงขนานกัน ใบสากทั้งข้างบนรวมทั้งด้านล่าง สีเขียวเข้ม ใบแห้งสีออกน้ำตาล ก้านใบยาว 5-10 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ สมุนไพร แล้วก็ปลายกิ่ง ช่อยาว 4-15 ซม. มีใบประดับประดารูปยาวแคบอยู่ที่โคนก้านดอก ก้านดอกเล็ก ยาว 3-5 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกไม้มี 5 กลีบ รูปรี โค้ง ขอบกลีบมีขน ติดทน กลีบดอกไม้ 5 กลีบ สีขาว บาง รูปเสมือนกลีบรองกลีบ แต่ว่าร่วงง่าย เกสรผู้มีเยอะๆ ก้านเกสรเล็กเหมือนด้าย แม้กระนั้นปลายมีขนาดโตกว่าโคน อับเรณูติดอยู่ที่ปลายยอด รังไข่รูปไข่ ค่อนข้างเบี้ยว เกลี้ยง ภายในมี 1 ช่อง มีไข่อ่อน 10-12 หน่วย เรียงเป็น 2 แถว ท่อรังไข่ยาวเล็กเสมือนด้าย. เม็ด รูปไข่ มี 1-2 เมล็ด มีเนื้อหุ้ม เมื่อสุกเนื้อหุ้มมีสีแดง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าละเมาะ ป่าผลัดใบ รวมทั้งปลูกเป็นไม้ประดับ.
สรรพคุณ : ดอก ใช้เข้ายาหอมเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อาการเป็นลมอ่อนล้า โดยปกติจะใช้ควบไปกับดอกรสสุคนธ์แดง

11

สมุนไพรมันขมิ้น
มันขมิ้น Dioscorea bulbifera Linn.
บางถิ่นเรียกว่า มันขมิ้น ว่านพระฉิม ว่านสามพันตึง (กึ่งกลาง) เดะควา (กะเหรี่ยง-จังหวัดเชียงใหม่) มะมู หำเป้า (เหนือ) มันกะทาด (นครราชสีมา) มันแตกเลือด มันเสิน (นครศรีธรรมราช) มันหลวง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) มันอีคุยอวด (จังหวัดสุโขทัย) มันอีลุ้ม (เมืองจันท์)ละสามี เล่าะแจ๊มื่อ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อีรุมปุมเป้า (ปราจีนบุรี).
ไม้เถา ลำต้นสีน้ำตาลอมเหลือง มีหัวออกตามง่ามใบด้วย หัวเหล่านี้รูปไข่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6-2.4 เซนติเมตร เมื่อยังอ่อนอยู่ผิวเป็นปุ่มๆก้าวหน้าสุดกำลังแล้วผิวจะเรียบ เนื้อสีเหลืองอ่อน หรือ มีทาสีม่วง เมื่อสร้างผ่านจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม มีน้ำมูกมากมาย เป็นพิษ มีหัวใต้ดินรูปกลมแป้น หรือ รูปน้ำเต้าคอชะลูด ภายนอกมีรากสั้นๆหนาแน่น มีขนาดใหญ่ บางทีหนักถึง 1 กิโลกรัม ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน รูปหัวใจกลม หรือ หัวใจยาว กว้าง 5-20 ซม. ยาว 7-25 ซม. โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม เส้นใบ 7-9 เส้น ออกมาจากโคนใบ โค้งตามขอบของใบไปยังปลายใบ เส้นแขนงใบแลเห็นชัด ผิวใบด้านบนเป็นเงา เกลี้ยง ก้านใบยาวเท่ากับแผ่นใบ บางโอกาสโคนก้านใบแผ่แบนออกเป็นปีก 2 ข้าง ลักษณะที่คล้ายติ่งหู ไม่มีขน. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ช่อดอกยาว 5-13 ซม. ก้านช่อยาว 1-2.5 ซม. ดอกสีขาวปนเขียวอ่อน หรือ แกมม่วง เป็นจำนวนมาก ไม่มีก้านดอก กลิ่นหอมสดชื่น แต่ละดอกมีใบแต่งแต้มรูปไข่ปลายแหลม 1 ใบติดอยู่ที่ฐานดอก; กลีบดอกไม้ 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น รูปยาวแคบ หรือ รูปหอก เนื้อกลีบครึ้ม. ดอกเพศเมีย ช่อดอกยาว 10-20 ซม. ที่ฐานดอกมีใบแต่งแต้ม 1 ใบ กลีบ 6 กลีบ รูปยาวแคบ. ผล รูปขอบขนาน กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 1.5-2.5 ซม. มักจะมีจุดประสีน้ำตาลปนเหลือง ปลายท่อเกสรเมียมี 6 แฉก ใบร่วงง่าย. เม็ด มีปีก.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบทั่วๆไป.
คุณประโยชน์ : หัวใต้ดิน เมื่อทำให้สุกกินได้ มีสรรพคุณทางยาเป็นยาขับฉี่ แก้บิด ไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย ขับพยาธิ เจริญอาหาร แก้เจ็บท้อง ท้องย้อย เป็นยาขม ยาเย็น และขับนม หั่นเป็นแผ่นบางๆใช้ปิดแผลแก้อักเสบได้

12

สมุนไพรมันมือเสือ
มันมือเสือ Dioscorea esculenta (Lour.) Burk.
บางถิ่นเรียกว่า มันมือเสือ (กลาง) มันกะซาก (สระบุรี) มันจ้วก หนามจ้วก (เหนือ) มันมุ้ง (กลาง) มันอีเพิ่ม (จังหวัดปราจีนบุรี) มันอีมุ้ง (กลาง จังหวัดชลบุรี).
   ไม้เถา มีหัวใต้ดินขนาดใหญ่ รูปร่างต่างๆกัน กลม แป้น รูปทรงกระบอกสั้นๆหรือ เป็นพู หัวมีผิวบาง สีน้ำตาล หรือ น้ำตาลอมเทา หยาบ มักมีส่วนของรากติดอยู่ ผิวมีรสขมเล็กน้อย เนื้อสีขาว รสหวาน กินได้ ลำต้นกลม มีขน รูป T รอบๆใกล้โคนต้นมีหนามงอๆยาวประมาณ 0.6 เซนติเมตร ตอนบนสีเขียวอ่อน หรือ อมม่วง. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน สีเขียวอมเหลือง รูปกลม หรือ รูปไข่ป้อม ปลายใบเรียวแหลม ขอบของใบเรียบ หรือเว้าลึก โคนใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ หรือ รูปติ่งหู กว้าง 6-15 เซนติเมตร ยาว 5-13 เซนติเมตร ข้างบนหมดจด หรือมีขนนิดหน่อย ด้านล่างมีขนสีขาวๆหรือ เหลืองอ่อน เส้นใบออกมาจากโคนใบ 7-13 เส้น ก้านใบสีเขียว ยาว 2.5-8 ซม. ข้างบนมีร่องตามทางยาว ใบแก่มีหนามที่ฐาน ใบอ่อนไม่มีหนาม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ไม่แตกแขนง ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ช่อดอกยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร มีปริมาณดอกถึง 70 ดอก แกนช่อเป็นเหลี่ยม มีขนปกคลุม ใบตกแต่งรูปไข่ปลายแหลม ยาว 2.5 มม. ข้างนอกมีขน; ก้านดอกยาวได้ถึง 1.25 มม. มีขน แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีก้านดอก; ดอกจะติดลำพังๆตามแกน อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีบ้างเป็นส่วนน้อยที่ติด 2-4 ดอก; ฐานรองดอกเป็นรูปถ้วยตื้นๆกลีบมี 6 กลีบ กลีบดอกไม้ชั้นนอก รูปหอกค่อนข้างกว้าง ปลายแหลม ยาวประมาณ 1.7 มม. กลีบดอกชั้นในสั้น เกสรผู้ 6 อัน ใกล้กับท่อกลีบดอก ก้านเกสรยาว 1 มิลลิเมตร งอ. สมุนไพร ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อใกล้ยอด ยาวได้ถึง 40 ซม. แกนช่อเป็นเหลี่ยมบางส่วน; ใบตกแต่งรูปไข่ปลายแหลม ยาวโดยประมาณ 2 มิลลิเมตร ก้านดอกสั้นมากมาย ฐานรองดอกไม่เป็นรูปถ้วย กลีบชั้นนอกรูปไข่ปนรูปหอก ปลายกลีบมน ยาวราว 1.5 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ชั้นในปลายกลีบแหลม มีเกสรผู้ฝ่อเล็กๆ6 อัน ปลายเกสรเมียเป็นของอๆ3 คู่ รังไข่มีขน. ผล เป็นรูปหัวใจกลับ กว้าง 12-22 มิลลิเมตร ยาว 15-27 มิลลิเมตร เมล็ด มีปีก.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบ รวมทั้งปลูกันบ้าง.
คุณประโยชน์ : หัวใต้ดิน เมื่อทำให้สุกกินได้ มีวิตามินบีสูง น้ำสุกหัว รับประทานแก้โรคปวดข้อ โรคไต  ขับเยี่ยว รวมทั้งป้องกันการขาดวิตามินบี 1 หั่นเป็นแผ่นบางๆใช้ปิดรอบๆที่อาการอักเสบ บวมแดง

Tags : สมุนไพร

13

สมุนไพรมะตาด
มะตาด Dillenia indica Linn.
บางถิ่นเรียกว่า มะตาด (กึ่งกลาง) ส้มปรุ ส้านกวาง ส้านท่า ส้านใหญ่ ส้านป้าว (จังหวัดเชียงใหม่) แส้น (นครศรีธรรมราช ตรัง).
  ไม้ยืนต้น ขนาดกึ่งกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-20 ม. ไม่ผลัดใบ ลำต้นคดงอ เปลือกครึ้ม สีเทา หรือ น้ำตาลทรายแดง ลอกออกเป็นแผ่นบางๆเรือนยอดเป็นพุ่มกลมหนา มีขนตามกิ่งอ่อน เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน. ใบ รูปไข่ปนรูปหอก หรือ รูปไข่กลับรีๆกว้าง 7-12 ซม. ยาว 15-30 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างจะบาง ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย โคนใบเรียว หรือ มน ท้องใบมีขนห่างๆ เส้นกิ้งก้านใบตรง มี 30-40 คู่ ก้านใบยาว 4-5 ซม. โคนก้านใบแผ่ออกเป็นกาบหุ้มกิ่ง. ดอก ใหญ่ สีขาว ออกผู้เดียวๆตามง่ามใบ สมุนไพร ก้านดอกยาว 3-5 ซม. มีขนสาก กลีบรองกลีบโค้งเป็นรูปช้อน ซับน้ำ กลีบดอกสีขาว บาง รูปไข่กลับ หล่นง่าย รังไข่มี 20 ช่อง. ผล กลมใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบชื้น รวมทั้งป่าพรุ ใกล้ๆริมน้ำทั่วๆไป.
คุณประโยชน์ : ราก ใช้เข้าเครื่องยา ช่วยทำลายพิษไข้ เปลือก และ ใบ น้ำต้มรับประทานเป็นยาฝาดสมาน ระบาย แล้วก็ลดไข้  ผล กินได้ มีรสเปรี้ยว ช่วยบำรุงร่างกาย ลดไข้ เป็นยาระบาย แล้วก็แก้เจ็บท้อง ผลหมูสหวานอมเปรี้ยว น้ำคั้นประสมน้ำตาล รับประทานเป็นยาเย็น ลดไข้ แก้ไอ และก็ขับเสลด  น้ำยางจากผลดิบ ใช้สระผมได้

14

สมุนไพรโพธิสัตว์
โพธิสัตว์ Aleurites moluccana (Linn.) Wild.
ชื่อพ้อง Jatropha moluccana Linn.
บางถิ่นเรียกว่า พระโพธิสัตว์ (จังหวัดกรุงเทพมหานคร) กือระ (มลายู-จังหวัดยะลา) ปูรัด (จังหวัดสตูล) มะเยา (เหนือ).
  ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูง 10-20 ม. ยอดอ่อน ใบ และก็ช่อดอกมีขนรูปดาวปกคลุม. ใบ คนเดียว เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆตามปลายกิ่ง รูปไข่ถึงรูปหอก หรือ รูปข้าวหลามตัดป้อมๆปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ เป็นคลื่นเล็กน้อย หรือ มี 3-7 แฉก ปลายแฉกมน หรือ แหลม โคนใบมน หรือ ตัด เส้นใบ 3-7 คู่ เส้นใบคู่ล่างออกมาจากโคนใบ โคนใบตรงที่ใกล้กับก้านใบ มีต่อม 2 ต่อม ใบแก่ข้างบนสะอาด ข้างล่างมีขนรูปดาว สีขาวนวล ก้านใบยาว 8-14 ซม. มีขน. ดอก สีขาว ออกเป็นช่อที่ยอด ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน หรือ ต่างต้นกัน ก้านดอกสั้น. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบมีขนหนาแน่นเหมือนกำมะหยี่ แยกเป็น 3 กลีบ ยาวราว 2 มิลลิเมตร กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับปนขอบขนาน ด้านในมีขน เกสรผู้มี 15-20 อัน ก้านเกสรสั้น มีขน อับเรณูตั้งชัน เกสรผู้ตั้งอยู่บนฐานซึ่งมีขน. ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบดอกไม้ รวมทั้งกลีบดอกไม้เหมือนดอกเพศผู้ บนฐานดอกมีต่อมเรียงสลับกับกลีบดอก มองเห็นได้ชัด รังไข่ 2-5 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่ปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล ออกจะกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 เซนติเมตร ผิวสีเขียวมะกอก เรียบ เปลือกดก มี 1-2 เม็ด. เม็ด มีเปลือกแข็ง เป็นร่อง เนื้อในสีขาว มีน้ำมันมาก.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นจากที่ราบในป่าดงดิบ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 350 ม.
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มเปลือก กินเป็นยาฝาดสมาน แล้วก็แก้บิด ใบ เผาให้ร้อน ใช้พอกแก้ปวดตามข้อ ผล กินได้เมื่อทำให้สุก เป็นยาเย็น บำรุงร่างกายรวมทั้งกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เมล็ด เนื้อเม็ดเมื่อหีบ ให้น้ำมันถึง 60% มีสรรพคุณแตกต่างจากน้ำมันทัง (Tung Oil) มากมาย ใช้แทนกันมิได้ มีคุณสมบัติดูดความชื้นก้าวหน้าเป็นพิเศษ นำไปใช้สำหรับในการผลิตสบู่ ทำน้ำมันชักเงา ฯลฯ ใช้เป็นยาทารอยแผล รับประทานก่อนนอกขนาด 1-2 ออนซ์ เป็นยาระบายอย่างอ่อนแทนน้ำมันละหุ่งได้  เปลือกเมล็ดตำเป็นยาพอกศีรษะแก้ปวด ลดไข้ พอกรอยแผลนิดๆหน่อยๆแล้วก็พอกตามข้อ แก้ปวด

15

สมุนไพรเต็งหนาม
เต็งหนาม Bridelia retusa (Linn.) Spreng.
ชื่อพ้อง B. spinosa (Roxb.) Willd.
บางถิ่นเรียกว่า เต็งหนาม (ราชบุรี) จาลีลึกป๊วก (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) รังโทน (จังหวัดโคราช) ว้อโบ (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี.
     ไม้พุ่ม หรือ  ไม้ใหญ่ สูงได้ถึง 15 ม. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปรีปนขอบขนาน กว้าง 4-9.5 เซนติเมตร ยาว 8-20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบของใบเรียบ หรือ เป็นคลื่นนิดหน่อย โคนใบมน เบี้ยวนิดหน่อย มีเส้นใบ 15-21 คู่ เรียงห่างกัน 3-5 มิลลิเมตร เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได ด้านบนสะอาด ข้างล่างมีขนละเอียดสีขาวนวล ก้านใบยาว 8-12 มิลลิเมตร ดอก เล็ก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีขน ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อ ยาว 3-15 เซนติเมตร ดอกกลม ชิดกันเป็นกระจุกเล็กๆตามแกนกลางช่อ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้รูปไข่ปลายแหลม 5(4-6) กลีบ  สมุนไพร ดอกตูม กลีบรองกลีบดอกไม้จะอยู่ชิดกันพอดี ไม่ซ้อนกัน กลีบเล็กมากยิ่งกว่ากลีบรองกลีบดอกไม้ รูปกลม ขอบหยักมนๆเกสรผู้มี 5 อัน ก้านเกสรผู้เชื่อมติดกันที่ฐาน ตอนบนกางออก อับเรณูเรียงขนานกัน ฐานดอกกว้าง รูปเหมือนหมอน หรือ เบาะ ใกล้กับท่อกลีบรองกลีบดอก. ดอกเพศภรรยา ช่อดอก สั้นกว่าช่อดอกเพศผู้มากมาย ยาว 2-4 ซม. กลีบรองกลีบมีลักษณะเหมือนดอกเพศผู้ กลีบเหมือนรูปช้อนปนขอบขนาน; รังไข่ขอบหยัก เมื่อยังอ่อนอยู่ในฐานดอก. ผล กลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร ผลแก่สีม่วงปนดำ แก่จัดแตกออกเป็น 3 เสี่ยง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าดงดิบแล้ง ดงไผ่แล้วก็ตามท้องทุ่ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,100 ม.
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกให้ยางสีแดง ผสมกับน้ำมันงา ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวดข้อ น้ำต้มเปลือกเป็นยาฝาดสมาน รับประทานเพื่อละลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ผล กินได้มีรสหวาน

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3 ... 8